บทที่ ๑
ปฐมเหตุ

...ยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ผมยังหนุ่ม ๆ อยู่ มีโอกาสได้บรรจุเข้ารับราชการที่จังหวัดกำแพงเพชร มาได้ยินคำขวัญของจังหวัดที่ว่า กรุพระเครื่อง เมืองคนแกร่ง... ก็ยังไม่เข้าใจว่า กรุพระเครื่องคืออะไร มีความเป็นมาและความสำคัญอย่างไร จำได้ว่าครั้งหนึ่งประมาณปี ๒๕๓๐ ผมไปราชการท้องที่ในเขตตำบลนครชุม ได้ผ่านไปใกล้ ๆ กับเจดีย์โบราณองค์หนึ่งน่าจะเป็นเจดีย์กลางทุ่ง พบหลุมดินที่ถูกขุดใหม่ ๆ ชะแลงยังวางอยู่ที่ปากหลุม แต่ไม่เห็นมีใครอยู่แถวนั้น คนงานที่ไปด้วยบอกผมว่าเป็นพวกขุดพระกรุ คงตกใจที่เห็นเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผ่านเข้ามาใกล้ เลยรีบหนีไปจนเก็บข้าวของไม่ทัน แต่ผมก็เดินผ่านไปโดยไม่ได้สนใจอะไร เพราะเวลานั้นผมไม่เคยสนใจเกี่ยวกับเรื่องพระเครื่องเลย และบ่อยครั้งที่ไปราชการแล้วชาวบ้านให้พระมาผมก็ให้เพื่อนหรือให้เจ้านายต่อไป ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม เลยไม่มีพระเก็บเลยสักองค์ แต่ก็เป็นธรรมดาของคนหนุ่มส่วนใหญ่มักจะสนใจแต่เรื่องเที่ยวเตร่เสียมากกว่าอย่างอื่น เรื่องพระเรื่องเจ้าหรือเข้าวัดเข้าวาเห็นจะยากเต็มที ตอนนั้นพระกรุกำแพงเพชร ราคายังไม่สูงมาก ของเลียนแบบก็ยังไม่ค่อยมี ต่อมาผมมีโอกาสได้ยินได้ฟังพวกคนรุ่นใหญ่เล่าขานกันต่าง ๆ นา ๆ เกี่ยวกับการขุดหาพระกรุตามวัดหรือเจดีย์เก่า บ้างก็ว่าได้ตามยอดเจดีย์ที่หักลงมา บ้างก็ว่าขุดเป็นรูเข้าไปใต้ฐานเจดีย์เก่า ดินพังถล่มทับตาย บ้างก็มีผีเฝ้า บ้างก็มีงูใหญ่เฝ้า บ้างก็ว่าขุดได้หม้อไหขึ้นมารีบทุบดูพระละลายไปกับตา บางคนบอกนำพระมาบ้านผีมาทวงคืน โอ๊ยย ! สารพัดจะพูดกันไป จนกระทั่งสิบปีผ่านไปผมได้รับคำสั่งให้ย้ายไปรับราชการทางภาคใต้ เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังฝังอยู่ในความทรงจำตลอดมา.

...จากกำแพงเพชรสู่ชุมพร ๑ ปี เลยไปสุราษฎร์อีก ๑ ปี กลับขึ้นมาลำปาง ๒ ปี ต่อด้วยสุโขทัยอีก ๓ ปี ทำตัวดีมากจนต้องไปเสียวอยู่ที่ปัตตานีซะ ๑ ปี ออกจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอยู่ชายแดนลาว บ้านโคกอุตรดิตถ์ ๓ ปี รวมสิบกว่าปีผมจึงได้มีโอกาสกลับมารับราชการที่กำแพงเพชรอีกครั้ง ผมกลายเป็นชายวัยกลางคนไปเสียแล้ว ที่เคยชอบเที่ยวเตร่ก็เริ่มเบื่อ รุ่นพี่เก่า ๆ ที่เคยเที่ยวด้วยกันก็ล้มหายตายจากกันไปหลายคน ที่ยังอยู่ก็คงเริ่มเบื่อเหมือนกันกับผม จึงไม่ค่อยได้ร่วมวงโคจรด้วยกันนัก ชีวิตแบบหนุ่ม ๆ ก็เป็นอันยุติไป อาจเป็นเพราะวัยกลางคนนี่ก็เป็นได้ ที่ทำให้ความคิดเริ่มเปลี่ยน จากอดีตสู่ปัจจุบันเริ่มมองเห็นสัจธรรมบางอย่าง พบว่าความสุขจริง ๆ คืออะไร อยู่ตรงไหน ความสงบไงล่ะครับ อยู่บ้านกับครอบครัวแบบพอเพียง เลิกสูบบุหรี่ ดื่มน้อยลงจนเรียกว่าเลิกดื่มก็ยังได้.

...เพราะเหตุที่กลับมาอยู่กำแพงเพชรจึงมีเพื่อนหลายคนเป็นนักนิยมพระ กลับมาได้ยินตำนานเก่า ๆ เกี่ยวกับการขุดพระกรุอีกครั้ง เวลาไปราชการจะเห็นชาวบ้านเริ่มปั๊มพระขายกันบ้างแล้ว ผมยังเคยขอทดลองปั๊มดูเลย เอาดินเหนียวที่เตรียมไว้ขนาดกำลังพอดีกดลงไปในแม่แบบ กดคันโยกลงมาแค่นี้ก็เสร็จแล้วหนึ่งองค์ จะเอาพิมพ์อะไรก็แค่ยกแม่พิมพ์ออกจากเครื่องปั๊มเอาแม่พิมพ์ที่ต้องการวางลงไปแทน พอกดแม่พิมพ์เสร็จก็เอาพระออกไปวางเรียงไว้ในกระด้งผึ่งแดดให้แห้งรอการเผาต่อไป เริ่มมีพระไม่ถึงยุคเกิดขึ้นแล้ว!!!!! กลับมาอยู่กำแพงเที่ยวนี้ผมสังเกตว่าเวลาเจ้านายในกรมมาตรวจราชการก็มักจะถามถึงพระกำแพงอยู่บ่อย ๆ เพื่อนบางคนก็เอาพระมาโชว์บอกว่าเป็นพระกรุกำแพงอายุ ๗๐๐ ปี ผมเริ่มคิด เอ๊ะ ! ทำไมเราถึงไม่มีกับเขาบ้าง อยู่กำแพงแท้ ๆ ผมก็เลยเริ่มมองหาพระตามแผงเอากลับมาส่องดูที่บ้าน การใช้ชีวิตแบบสงบก็เลยมีเวลาส่องพิจารณาพระได้นาน ๆ ก็พบว่าการส่องพระก็เกิดความสุขได้เช่นกัน มีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน คิดแต่เรื่องดี สรุปว่าทุกวันหยุดผมต้องไปเดินแผงพระ ได้มาเต็มบ้านหมดไปหลายเงิน แต่ยังไม่แน่ใจสักองค์ว่าของแท้หรือเปล่า ทำไงล่ะคราวนี้.

...ก็เดินแผงพระนี่แหละ ทำให้พบกับลุงคนหนึ่งชื่อลุง ท. คุยกันถูกคอเลยไปคุยกับแกที่แผงพระบ่อย วันหนึ่งขณะคุยกับลุง ท.บังเอิญผมเหลือบไปเห็นพระซุ้มกอองค์เล็ก ๆ ที่แผงข้าง ๆ ติดกับแผงของลุง ท. มันสะดุดตาอย่างไรพิกลเลยหยิบมาส่องดู เอ๊ะ ! เนื้อได้ เก่าถึงยุค ราคาไม่แพงเลยตกลงเช่ามาดู ผมหันมาคุยกับลุง ท. ต่อ ลุง ท. บอกว่าแผงข้าง ๆ นี่ชื่อ ว. เป็นนักหาพระกรุ ลุงเคยเช่าไปหลายองค์แต่ปล่อยไปหมดแล้ว ความคิดผมเลยบรรเจิด เดินแผงพระมานานไม่รู้ว่าได้ของแท้บ้างหรือเปล่า บางองค์ราคาเป็นหมื่นก็ยังไม่แน่ใจ ถ้าได้จากกรุน่าจะแน่นอนกว่า เลยหันไปคุยกับ ว. เกี่ยวกับการหาพระกรุ จริง ๆ แล้วผมไม่แน่ใจว่าพระที่เช่า ว. มานั้น เป็นพระกรุจริงหรือเปล่า จึงออกอุบายเสนอเงินให้ ว. เป็นค่าเสียเวลาวางแผง ให้พาผมไปดูที่กรุ ถ้าเป็นกรุจริงมีรอยขุด เราก็ได้พระแท้แน่นอน และยังจะได้ศึกษาการหาพระกรุในโอกาสต่อไปอีกด้วย ว. ตอบตกลง.



บทที่ ๒
พระซุ้มกอ เจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐี

...บ่ายโมงเศษ ๆ ของวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ว. พาผมลุยป่าสาบเสือมาถึงกรุทุ่งเศรษฐี ๑ พบว่า น. พี่ชายของ ว. นั่งหาพระอยู่ในกรุก่อนแล้ว น. หาพลางเล่าพลางว่า ตรงนี้เป็นเจดีย์รายที่อยู่รอบ ๆ เจดีย์ใหญ่ซึ่งพังทลายจมน้ำไปแล้ว เจดีย์ใหญ่นั้นจะอยู่ในที่ดินแปลงข้าง ๆ เจ้าของที่ดินไม่อนุญาตจึงเข้าไปไม่ได้ ตรงนี้เจ้าของที่ดินไม่หวงปล่อยให้ขุดกันมานานหลายปีแล้ว กรุนี้อยู่ห่างจากวัดพระบรมธาตุนครชุมลงมาทางใต้ประมาณ ๕๐๐ เมตร สภาพเป็นเนินดินผสมแผ่นอิฐเก่า ไม่ปรากฏองค์เจดีย์หรือวัดให้เห็นแล้ว ชื่อกรุที่ไม่มีประวัติและไม่ได้ขึ้นทะเบียนนี้ เซียนพระจะตั้งชื่อตามสภาพแวดล้อมเด่น ๆ เช่น กรุวังยาง กรุป่าชะอม กรุป่ากล้วย กรุตาลดำ กรุคลองไพร กรุพระคอหัก กรุผู้ใหญ่เชื้อ กรุนาตาคำ กรุท่าเดื่อ กรุวังพาน กรุโขมงหัก กรุลานดอกไม้ กรุวังพระธาตุ ฯลฯส่วนกรุที่สภาพยังสมบูรณ์มีประวัติและขึ้นทะเบียนไว้ก็จะมีชื่อของทางราชการ เช่น กรุวัดพระแก้ว กรุวัดพระบรมธาตุนครชุม กรุวัดซุ้มกอ กรุวัดหนองพิกุล กรุวัดหม่องกาเล กรุวัดหนองยายช่วย กรุเจดีย์กลางทุ่ง กรุวัดหนองลังกา กรุวัดชีนางเกา กรุวัดตาเถรขี่เกวียน กรุวัดตะแบกลาย กรุวัดอาวาสน้อย อาวาสใหญ่ กรุวัดกะโลทัย กรุวัดป่ามืด กรุวัดดงหวาย แต่ผมขอเรียกกรุที่ไม่มีชื่อแน่นอนที่อยู่ในบริเวณลานทุ่งเศรษฐี ว่ากรุทุ่งเศรษฐี ฟังดูเพราะดีและเป็นมงคลอีกด้วย ถ้าจะเรียก กรุเก่า ก็กว้างไป ชื่อคนก็เช่นกัน ผมขอใช้ชื่อสมมุติ มันเป็นเหตุผลทางกฎหมาย ชื่อ ว. ชื่อ ม. (คล้าย ๆ ศาลาคนเศร้าเนอะ) กรุนี้เป็นที่ดินมีโฉนด ที่แท้เป็นที่ดินของคนที่ผมรู้จัก ซื้อไว้แต่ไม่ยอมปลูกบ้านอยู่อาศัย คงจะเห็นว่ามีเศษอิฐเจดีย์และวัดเก่าอยู่ ประกอบกับมีบ้านอยู่ในตัวเมืองแล้วด้วย จึงปล่อยให้เป็นป่ารกทึบมานาน เห็นเช่นนั้นผมเชื่อทันทีว่าพระที่ผมเช่า ว. มาเป็นพระกรุแท้ นึกในใจลงทุนอีกหน่อยวะ ควักเงินให้ น. แล้วบอก น. ว่า มะ ผมช่วยบี้ดินหาพระเองถ้าได้พระผมเช่าทั้งหมด น. ยิ้ม ว. บอกให้ น. เอาพระที่ได้เมื่อสักครู่ให้ผมดู ผมขนลุกซู่เลยครับ สภาพพระที่ น. ควักจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ผม เป็นเหมือนก้อนดินก้อนกรวดทรายชื้น ๆ สีแดงคล้ำ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นทรงพระซุ้มกอ ยังไม่เห็นลวดลายอะไรเพราะมีทรายชื้นปิดหน้าไว้ทั้งหมด ผมหน้าด้านไม่คืนพระให้ น. แต่เอาใส่กระเป๋าตัวเองซะงั้น น. ไม่ว่าอะไรกลับยกบุ้งกี๋ที่มีดินกรุอยู่เต็มขึ้นมาให้ผม ผมก็กลายเป็นนักหาพระกรุตั้งแต่วินาทีนั้น ผมนั่งบี้ดินไปคิดไป เอาไงดีหว่า ถุงมือ กล้องถ่ายรูป ก็ไม่ได้เอามา เพราะคิดว่ามาคงไม่เจออะไรถูกหลอกแหง๋ม ก็ประสบการณ์ฟังมาว่าไม่มีแล้วพระกรุหรือมีแต่หาไม่ได้ น. เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า บี้ให้เป็นฝุ่นเลยนะมีพระองค์เล็กนิดเดียวเดี๋ยวหลุด ไม่แน่ใจอย่าหัก อย่าถูแรง ประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็ได้พระองค์แรกเป็นพระซุ้มกอพิมพ์เล็กลึกมีกนก

ภาพที่ ๑
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กลึกมีกนก องค์นี้ผมเลือกที่จะเตรียมให้เป็นของขวัญปีใหม่ ๒๕๕๕ กับเพื่อนรัก ต๋อง พรานกระต่าย เป็นพระที่ดูง่ายมาก ๆ หลังจากแซะเศษดินเศษทรายออกไปแล้วคราบกรุสีม่วงอมชมพูยังอยู่ ตามหลุมตามซอกที่แตกรานแบบรากผักชีอุดมไปด้วยคราบไขเหลือง ราดำปรากฏทั่วไป เนื้อหนึกนุ่มซาบซึ้งส่องมันส์ รอให้แห้งกว่านี้อีกหน่อย มือสัมผัสบ่อยเข้า จะสวยกว่านี้ ถึงแม้จะเป็นพิมพ์เล็กแต่คนให้ก็ภูมิใจ คนรับที่อาจไม่เคยถือกล้องส่องพระมาก่อนเลย ก็มั่นใจเวลาอวดใครต่อใคร


ภาพที่ ๒
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กมีกนก เป็นพระบล็อกเดียวกับองค์บน ถึงสภาพจะสมบูรณ์แต่เนื้อไม่จัดเท่าองค์บน


...สรุปวันนั้น ๓ ชั่วโมงได้พระแท้รวม ๔ องค์ กลับมาถึงบ้านเอาพระอวดเมียคุยเสียยกใหญ่ ตามประสาคนบ้าเห่อ ตกค่ำไปกินเบียร์ฉลองเสียหนึ่งขวดเมาปลิ้น กลับมาบ้านเมียบอกเมาอยู่อย่าพึ่งเอาคราบกรุออก ผมเชื่อซะที่ไหน เชอะ ! ยิ่งเมายิ่งแม่น แถมเถียงว่าคราบกรุยังอ่อนอยู่คงเอาออกง่ายกว่าปล่อยไว้นานแข็งเอาออกยาก นั่งจัดการองค์แรก ผมก็ไม่เคยเอาคราบพระกรุออกมาก่อน นึกว่าไม่มีอะไรยุ่งยาก ที่ไหนได้ มีเรื่องราว วิธีการ ที่ต้องจดจำหลายอย่างทีเดียว นึกภาพตอนถือกล้องขยายส่องไปด้วย แคะคราบกรุไปด้วย พระอยู่เกือบชนจมูก โอ๊ย ลำบากเหมือนกันนะ ก็พบปัญหาว่าพระกรุยังไม่แห้งนั้น ราดำเสียหายได้ง่ายมาก ๆ ถ้ามือไม่นิ่งทิ่มเลยไปถูกเนื้อพระก็จะเป็นรอยลึกกว่าพระแห้ง ลองเอาน้ำล้างแปรงขัดดูเลย เร็วดี แต่ผลออกมาพระไม่สวยดูเรียบ ๆ ไม่มีเสน่ห์ ราก็หลุดร่อนไปมาก ที่สำคัญแคะคราบกรุตอนแรกต้องจัดการตรงกลางองค์ก่อนเสร็จแล้วค่อยจัดการขอบและด้านข้าง เพราะอะไรรู้มั๊ยครับ ถ้าเราจัดการขอบและด้านข้างก่อน ผิวพระส่วนนี้จะชำรุดตอนเราจัดการคราบกรุตรงกลาง ซึ้งตรงกลางองค์มีลวดลายมากโดยเฉพาะกนก ต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งจึงต้องใช้เวลานาน สัมผัสขอบและด้านข้างบ่อยครั้งเข้า ทั้งรา ทั้งเนื้อจะเสียหายครับ สรุปเอาคราบกรุออกถึงตีหนึ่ง ไม่ไหวขอนอนก่อน พรุ่งนี้ต้องไปหาพระอีก.

...ก่อนจะจบบทนี้ เรามาดูกันเรื่องพิมพ์พระกำแพงซุ้มกอกันซะก่อนถ้าจะดี ถ้าปล่อยให้อ่านนานไป อาจมีคำถามทำนอง พิมพ์อะไรของมึงวะ กูไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าใครอ่านคำอธิบายบล็อกแล้วอาจเข้าใจ เอาเป็นว่า ผมเห็นด้วยกับปรมาจารย์ท่านหนึ่งที่กล่าวว่า พระกำแพงซุ้มกอแบ่งเป็นพิมพ์หลัก ๆ สองกลุ่ม

กลุ่มที่ ๑ พิมพ์ลึก มีทั้งไม่มีกนกและมีกนก (ที่นิยมเรียกเหมาว่าพิมพใหญ่) ย่อยเป็น
พิมพ์ใหญ่ลึก
พิมพ์รองลึก
พิมพ์กลางลึก
พิมพ์เล็กลึก
กลุ่มที่ ๒ พิมพ์ตื้น มีทั้งไม่มีกนกและมีกนก (ที่นิยมเรียกเหมาว่าพิมพ์กลาง) ย่อยเป็น
พิมพ์ใหญ่ตื้น
พิมพ์รองตื้น
พิมพ์กลางตื้น
พิมพ์เล็กตื้น

แต่ผมเองขอบังอาจเพิ่มพิมพ์จิ๋วเข้าไปอีกมีทั้งลึกและตื้น

...สังเกตุมั๊ยว่า ที่เขานิยมเรียกกันมีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง แต่ไม่ค่อยมีพิมพ์เล็ก ทำไมละครับ ก็ดันเอาพิมพ์เล็กลึก ไปเหมารวมเรียกพิมพ์ใหญ่นะสิครับ เพราะเหมือนกันทุกประการ ต่างกันที่ขนาดเล็กกว่ามาก ส่วนใหญ่ดูภาพเห็นกนกตีพิมพ์ใหญ่เลยโดยไม่ดูขนาด พระกรุกำแพงที่ผมพบส่วนมากเป็นพระองค์เล็ก ๆ องค์ใหญ่ขนาดเหรียญสิบบาทหรือใหญ่กว่า พบน้อยมาก โดยเฉพาะซุ้มกอ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ไม่ได้สรุปว่าที่นิยมเรียกกันนั้นผิด แต่ทั้งหมดทั้งมวลยังไม่มีความแน่นอนเท่าใดนัก เพราะพระแต่ละกรุก็มีขนาดต่างกันไปอีก



บทที่ ๓
วันที่สอง ซ้ำที่หมายเดิม

...วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ผมลางานทั้งที่เป็นวันจันทร์เพราะกำลังบ้าหาพระ จัดการมื้อเช้าที่แผงพระต้นโพธิ์เรียบร้อย รีบเดินทางพร้อมน้อง ม. หญิงนำโชค มุ่งหน้าไปกรุเดิมทันที สองคนนั้นรออยู่ในกรุแล้ว ไปถึงไม่ต้องพูดอะไรกันมากนั่งบี้ดินหาพระทันที น้อง ม. พบพระซุ้มยอก่อนเพื่อน อีกองค์ต่อมาก็น้อง ม. พบอีก เป็นนางกำแพง

ภาพที่ ๓
พระซุ้มยอพิมพ์เล็ก


ภาพที่ ๔
นางกำแพงพิมพ์ตื้นไม่ตัดขอบ



ภาพที่ ๕
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กตื้นมีกนก


ภาพที่ ๖
หลานของทีมงานมาเยี่ยมที่กรุระหว่างที่ผมกำลังจัดการมื้อกลางวันกันอยู่ ลองลงไปหาดูบ้าง ไม่ได้ขุดอะไรแต่แกะโน่นดึงนี่ ปรากฏว่าพบพระองค์บะเร่อเหิ่มสององค์วางซ้อนอยู่กับแผ่นอิฐทั่วไปมองเผิน ๆ ก็จะนึกว่าเป็นแผ่นอิฐธรรมดา ถึงเวลานี้ยังไม่รู้ว่าเขาเรียกพระอะไร


ภาพที่ ๗
องค์นี่เป็นซุ้มกอเนื้อว่านครับ พลาดไปเล็กน้อยตอนแซะคราบกรุ ก็นึกว่าเป็นดินเหมือนองค์อื่นนี่ครับ แซะไปเรื่อยไม่เจอพื้นแข็งสักที เข้าเนื้อไปนิดหนึ่ง ใครจะไปรู้เล่าว่าเนื้อว่านยังจะหลงเหลืออยู่ นึกว่าคงสลายไปหมดแล้ว


ภาพที่ ๘
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก ไม่เคยมีในตำราครับรูปร่างอย่างนี้


ภาพที่ ๙
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กตื้นมีกนก


ภาพที่ ๑๐
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กตื้นมีกนก บล็อกเดียวกับองค์ด้านบน


ภาพที่ ๑๑
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กลึกมีกนก เนื้อสวยมาก ๆ สีชมพูอมม่วง องค์นี้ผมมอบให้ลูกสาวไปแล้วครับ




บทที่ ๔
กรุทุ่งเศรษฐี ๒

...วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ ผมไปอำเภอเคลื่อนที่เสร็จตอนเที่ยง น. กับ ว. ตั้งแผงพระอยู่ที่ต้นโพธิ์ เลยชวนไปหาพระไม่ได้ ผมกับน้อง ม. ไปกินข้าวเจอพอดี อุดหนุน น. มาอีกสามองค์เป็นพระซุ้มกอไม่มีกนกพิมพ์เล็ก ซุ้มกอขนมเปี๊ยะ และยอดขุนพล เป็นพระกรุทั้งสิ้น วันนี้ผมกับน้อง ม. เลยต้องลุยหาพระกรุกันเองสองคน ผ่านไปชั่วโมงเศษ ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบพระ ยุงก็ชุมไม่ได้เอา ซอฟเฟล ไปด้วย ห้าโมงเศษ น. กับ ว. มาหาที่กรุบอกว่าไปเที่ยวกรุอื่นกันบ้างดีกว่า เปลี่ยนกรุบ้างจะได้รู้หลาย ๆ แห่ง ผมเห็นด้วย เมื่อ น. พาไปถึงจึงเล่าให้ฟังว่า ที่กรุทุ่งเศรษฐี ๒ นี้ พวกรับเหมาถมที่มาขุดดินไปกองไว้ที่บ้านเพื่อหาพระก่อน หาเสร็จแล้วก็เอาดินไปขายเพื่อถมที่ต่อไป พวกเขาใช้รถแบ็กโฮขุดเจดีย์ใหญ่ออกไปกองไว้ข้าง ๆ จนตรงที่ตั้งเจดีย์กลายเป็นสระน้ำขนาดเกือบห้าไร่ ล้อมไปด้วยป่าพง น่ากลัวงูเหลือมอย่างยิ่ง ปัจจุบันเป็นที่ดินมีโฉนดแล้ว ที่กองเศษอิฐกองดินที่ร่วงทับถมอยู่นั่นล่ะพระทั้งนั้น คุ้ยเขี่ยเอา วันนี้กะมาดูเฉย ๆ ไม่ได้มาขุด แต่ ว. ได้พระโดยบังเอิญ ๑ องค์ เป็นพระเชตุพนแผงแต่หักเหลืออยู่องค์ครึ่ง เนื้อแกร่งถึงยุคจริง ๆ

ภาพที่ ๑๒
พระเชตุพนแผง



บทที่ ๕
แห้ว

...วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ ผมมีนัดประชุมเดินสำรวจที่จังหวัดตอนบ่ายสอง ช่างเช้าเลยไม่ต้องไปอำเภอ ผมกำลังบ้าหาพระขนาดหนัก ช่วงเช้าว่างเลยไปกรุทุ่งเศรษฐี ๒ คนเดียว กะจะกลับสักบ่ายโมงเพื่อไปประชุม สาย ๆ จังหวัดโทรแจ้งว่าไม่ต้องประชุมแล้ว ผมเลยฟรีทั้งวัน วันนั้นทั้งวัน ทั้งทุบ ทั้งบี้ ทั้งคุ้ยเขี่ย จนปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่พบพระสักองค์ ตอนนั่งคุ้ยดินข้างขอบสระต้องหันหลังไปทางสระน้ำซึ่งรกมาก ยอมรับผมกลัวไอ้เหลือมคาบไปแดกจริง ๆ เย็นไปกินเหล้ากับต๋องเพื่อนรัก กลับเที่ยงคืนเลยไม่ได้เขียนบันทึกอีกตามเคย



บทที่ ๖
กรุแตก !!! ที่วัดพระบรมธาตุ

...วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ วันเสาร์ ที่ไหนเลยจะไม่ไปหาพระ โทรชวน ว. แต่เช้าบอกอยากไปกรุที่เราไปกันสองวันแรกเพราะได้พระมาก แต่ ว. บอกว่าไปวัดพระบรมธาตุนครชุมกันเถอะ รถแบ็กโฮขุดดินรอบเจดีย์มาทิ้งหลังวัดรอบใหม่ (อันที่จริงขุดมาทิ้งสามสี่วันมาแล้ว แต่ผมได้ข่าวว่าได้พระกันคนละองค์สององค์เท่านั้นแตกหักอีกด้วย ผมเลยไม่สนใจจะไปตั้งแต่ต้น ประกอบกับไปกรุอื่นยังได้พระอยู่) แต่ผมก็ตกลงลองไปดู น้อง ม. ไม่ไป ไม่ค่อยสบาย ว. กับ น. ไปถึงก่อนหน้าผมแล้ว

...สภาพดินที่ขุดมาทิ้ง เป็นเศษพื้นปูนรอบเจดีย์แผ่นใหญ่บ้างเล็กบ้าง ผสมกับทรายและดินร่วนที่อยู่ใต้แผ่นปูน วางกองทับถมกัน มีรอยขุดคุ้ยทั่วไป ผมเดินไปร่วมวงกับ ว. เริ่มหาพระทันที สภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายหาพระง่ายไม่ต้องเปลืองแรงขุด และไม่ต้องบี้ดิน เพียงแค่ตักดินใส่ถาดบาง ๆ ค่อย ๆ ปาดดินดูทีละน้อยแล้วโยนทิ้งไป มีดินเป็นก้อนจะต้องบี้น้อยมาก น. บอกว่าคนอื่นเขาค้นหาไม่ลึกเราต้องหาให้ลึกถึงพื้นเดิมจึงจะพบหน้าดินที่เป็นดินเที่ยวแรก ๆ ที่นำมาทิ้ง ควรจะมีพระอยู่ ผมหาอยู่เกือบชั่วโมงยังไม่ได้ หลานสาวตัวน้อย(ลูกสาว น.)หายู่ข้าง ๆ ผม มาทีหลังแท้ ๆ ได้ซุ้มกอจิ๋ว เธอยื่นให้ผมดู ผมออกปากขอเช่า เธอตกลง ช่วงเช้าพบ "พระหว่าน" ด้วยหลายองค์แต่เนื้อจะใหม่มากออกสีส้มซึ่งต่างกับพระแท้ที่เนื้อจะออกสีแดงจัดจนดำ ผมวาง"พระหว่าน"กองไว้แถวนั้น

...มีเรื่องขำแทรกเข้ามานิดหน่อย กระทาชายนายหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม ดูเผิน ๆ คล้ายคนยังไม่สร่างเมา นั่งอยู่ใกล้ ๆ ที่พวกผมขุดพระอยู่ แต่สังเกตได้ว่าเลือกทำเลใต้ร่มไม้ เพราะตรงที่ผมหาพระอยู่กลางแจ้งแดดร้อนมาก ๆ พร้อมกับยิงคำถาม "ได้ซุ้มกอหรือเปล่า อยากได้ซุ้มกอพิมพ์ใหญ่" น. คนช่างพูดอยู่แล้ว ตอบว่า ลองมาขุดดูสิเผื่อจะเจอ ชายคนดังกล่าวกลับนั่งเฉยอยู่อย่างนั้น พลางบ่นพึมพำพอได้ยินว่า "ถ้าได้ขอนะ" น. ก็เลยพึมพำพอได้ยินบ้างว่า "ก็นั่งอยู่อย่างนั้นแหละเดี๋ยวคงได้เองซุ้มกอพิมพ์ใหญ่น่ะ กูหามาตั้งนานยังไม่เจอ" ไม่รู้นายคนนั้นจะได้ยินหรือเปล่า ระหว่างที่นายคนนั้นยังนั่งรออีกพักใหญ่ พวกเราก็วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ ในทำนองว่าทำไมไม่ลงมาหาเอง จนในที่สุดนายคนนั้นก็ลุกขึ้นปัดตูดเดินลับตาไป ขำมั๊ย จบข่าว

...ในสนามขุดพระหลังวัดพระบรมธาตุนครชุม มีนักขุดพระแวะเวียนมาคุยมาถามตลอดว่าได้มั๊ย? ทีมก็ต้องตอบว่ายังเลย ที่ต้องโกหกเพราะถ้าบอกให้รู้เดี๋ยวจะมากันมากจนไม่มีที่จะขุด บ้างก็บอกว่าพระไม่ถึงยุคหรอก รุ่นพระอาจารย์(จำชื่อไม่ได้)หว่านเอาไว้ก่อนเทปูน ผมชักไม่แน่ใจเหมือนกันพยายามส่องดูเนื้อ แต่เนื้อก็ยังถึงยุคในสายตาของผม อีกทั้งก็สวยงามถูกพิมพ์ ลองนึกถึงหลักความจริงว่าครั้งนี้ก็เทพื้นปูนใหม่ ไม่เห็นมีใครเอาพระไปหว่านรอบเจดีย์ก่อนเทปูนเลย (แต่มีหว่านบริเวณที่ทางวัดเอาดินไปทิ้งเพื่อหวังจะหลอกเหล่าบรรดานักขุดทั้งหลายว่าพระแบบนั้นเป็นพระเก่าพระแท้จะได้ขายพระชุดเดียวกับที่หว่านไว้)ครั้งที่แล้วก็คงเหมือน ๆ กับครั้งนี้.

ภาพที่ ๑๓
เสียดายที่ไม่ได้ภาพตอนขุดใหม่ ๆ ที่ยังไม่ได้เทปูน


ภาพที่ ๑๔
นี่แหละครับ เศษปูนเศษดินที่วัดนำมาทิ้ง


ภาพที่ ๑๕
ค่อย ๆ คุ้ย ค่อย ๆ เขี่ย


ภาพที่ ๑๖
สภาพก่อนล้าง


ภาพที่ ๑๗
เมื่อเอาคราบกรุออกแล้ว องค์ขวาสุดไม่แท้ครับเป็นพระเสียบ



บทที่ ๗
วัดพระบรมธาตุ อีก

...วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ สุขสันต์วันคริสต์มาสครับผม ใครจะไปฉลองที่ไหนก็ตามสบายครับ ส่วนผมขอเหมือนเดิมอีกวันหนึ่ง ไปหาพระหลังวัดพระบรมธาตุนครชุมครับ วันนี้ ว. วางแผงที่ต้นโพธิ์จะมาสาย ๆ ผมออกเดินทางพร้อมน้อง ม. นำโชค แวะกินข้าวเช้าที่แผงพระข้างวัดซุ้มกอ ปกติจะต้องเดินดูพระที่นี่ทุกแผง แต่วันนี้ไม่ดูสักแผง กินข้าวเสร็จดิ่งไปวัดพระบรมธาตุนครชุม เมื่อไปถึงก็ขอถ่ายรูปที่เขาขุดดินรอบเจดีย์ใหญ่และข้างโบสถ์ไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าประมาณกลางเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ กรุวัดบรมธาตุนครชุมแตกอีกครั้งหลังจากแตกไปเมื่อหลายปีก่อน และดูจากพื้นปูนที่เทใหม่ คงอีกเป็นร้อยปีกว่าจะรื้ออีกครั้ง โอกาสงาม ๆ อย่างนี้ผมคงไม่มีอีกเป็นครั้งที่สองแน่ พอดีเมื่อวานนี้มัวดีใจที่ได้พระเลยลืมถ่ายรูปไปเลย ประกอบกับตอนได้พระต้องรีบเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ถ่ายรูปตอนนั้นเลยไม่ได้ ไม่งั้นถ้ามีคนเห็นจะไม่มีพื้นที่ให้นั่งหาอีกต่อไป คนจะมารุมแย่งขุดแต่ตรงที่ได้พระ จบเห่กันพอดี เลยเจิ่นไม่ได้ถ่ายภาพอะไรสักอย่าง

...วันนี้มาแต่เช้ายังไม่มีใครโผล่มาสักคน ถ่ายรูปได้แล้ว พอไปถึงหลุมที่หาเมื่อวานก็ต้องตกใจ ไม่รู้ใครมาซ้ำตอนกลางคืน ลึกไปอีกเกือบเมตร สงสัยข่าวรั่ว ก็ไม่เป็นไรถ่ายรูปแล้วก็หาต่อที่หลุมเมื่อวานนี้แหละ ถึงบ่ายสองยังไม่ได้สักองค์ เริ่มหิวข้าว น้อง ม. ก็รบเร้าให้กลับ ว. ก็ยังไม่เห็นมา เอ้ากลับก็กลับ เลยโทรสั่งข้าวกล่องไปกินที่บ้าน พระก็ไม่ได้จะไปกินร้านหรูหราทำไมกัน กินข้าวเสร็จยังไม่ทันย่อย ว. โทรมาบอกรออยู่ที่วัดพระบรมธาตุนครชุมแล้ว ตอนแรกผมกะจะตอบว่าไม่ไป เพราะเห็นว่าค่อนวันแล้วยังไม่ได้ สงสัยฤกษ์ไม่ดีมั๊ง แต่ฟังน้ำเสียง ว. อยากให้ไปก็เลยตกลงไป ถึงเกือบบ่ายสามลงสนามทันที สักพักเห็น น. เดินขึ้นมาจากคลองสวนหมากในมือหิ้วถุงใส่น้ำมาเต็ม น. เจาะถุงให้น้ำรั่วพรุนไปหมด ก็ถามว่าเอาน้ำมาทำไมรั่วหมดแล้ว แกยิ้ม ๆ บอกว่าเอามาราดให้ดินเปียกจะได้หาพระง่าย ผมก็สงสัยว่าจะง่ายยังไง ดินแห้งหาง่ายกว่า ยิ่งตอน ว. นำดินที่เปียกน้ำใส่ถาดยื่นมาให้ผมหาพระ(แล้วแอบเสียบพระใหม่เข้ามาในถาดด้วย พระเปียกน้ำจะเปื้อนดินโคลนเลยดูไม่ค่อยออกว่าใหม่หรือเก่า) โอ้ มันเละติดมือไปหมด มองอะไรก็ไม่ชัด หาหมดไปสองถาดได้พระเสียบมาถาดละองค์ ไม่ได้การ เอาดินแห้งดีกว่าผมเลยไปคุ้ยดินแห้งข้าง ๆ มาใส่ถาดแทน ระหว่างที่ใช้ทัพพีตักข้าวเก่า ๆ ตักดินใส่ถาดอยู่นั้น สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นก้อนอะไรสีแดงจัดฝังอยู่ในทรายแห้งตรงที่กำลังตักดินอยู่นั้น ประสบการณ์คนขุดพระไม่กี่วันของผมบอกว่าเป็นพระแน่ แต่ทรงที่เห็นแปลกตาไป รีบคว้าขึ้นมาพิจารณา พระครับ พระแน่ ๆ เล็กกว่ายอดขุนพลนิดเดียว คล้ายนาคปรก ดูอีกทีคล้ายซุ้มยอ แต่ใหญ่อย่างนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่งให้ ว. ดู บอกคำเดียว พระไม่ตัดปีก ส่งให้ น. ดู บอกหินและเอานิ้วขูดเสียงดังกรึ๊บ ร้องอุ๊ย! เจ็บนิ้วเลย สุดท้ายผมใช้กล้องส่องดูเห็นเป็นพระชัดเจนจึงรีบถ่ายภาพ เพราะขณะนั้นมีเราแค่สามคน ได้ภาพที่มีสีสันอยู่ในสภาพเดียวกับตอนยังอยู่ในดินในทราย.

ภาพที่ ๑๘
พระกำแพงนาคปรก


ภาพที่ ๑๙
ต่อมาได้เชตุพนอีกสององค์ องค์ซ้ายบางนิดเดียว องค์ขวาเหมือนลูกบอลผ่ากลางสองซีก ผู้รู้บอกพิมพ์เม็ดกระดุม


วันนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนเสียสติ เที่ยวมาคุ้ยหาพระไปเรื่อยเปื่อย ทุเรศตัวเองยังไงก็ไม่รู้ เพื่อน ๆ มาเห็นเข้า มันคงว่าผมบ้า ผมก็คงไม่กล้าเถียงมัน



บทที่ ๘
เกือบแห้ว

...วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ วันนี้ไปทำงานครับ ว่างก็ตกแต่งบล็อก "บันทึกพระกำแพง" ไปพลาง ตกเย็นถึงบ้านเหลือเวลาอีกนิดหน่อยชวน น้อง ม. ไปซ้ำที่หมายเดิม หลังวัดพระบรมธาตุนครชุม ไปถึงก็ต้องตกใจอย่างแรงนิ ที่หมายเดิมป่นปี้หมดแล้ว นี่ขนาดเมื่อวานช่วยกันปิดปากเงียบเรื่องที่ได้พระตรงที่นั่งขุดเมื่อวาน ยังป่นขนาดนี้ เอาวะ! หาที่ใหม่ก็ได้ เดินไปเดินมาพบจุดที่ดินยังแน่นอยู่ก็จัดการตามสูตรทันที หกโมงแล้วยังไม่ได้สักองค์ แปลกใจจังถ้า ว. ไม่มาด้วยจะไม่ได้พระทุกครั้งไป ก็ ว. แอบเอาพระใหม่เสียบ ก็ได้ทุกครั้งนะสิครับ ป้าดดดด แต่ ข.(พี่อีกคนของ ว. นาน ๆ มาที)มานั่งขุดติดกับผม ได้พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก องค์นี้ไม่เสียบแน่เพราะผมเห็นถนัดตอนพบพระองค์นี้ ก่อนกลับบ้านผมขอเช่ามาเก็บสะสมต่อไป

ภาพที่ ๒๐
พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก


บทที่ ๙
กรุวัดบรมธาตุอีกสักครั้ง

...๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ว. ชวนไปกรุวัดบรมธาตุตั้งแต่เที่ยง แต่ผมผัดเป็นบ่าย ๆ เพราะวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ว่างก็นั่งแต่งบล็อก"บันทึกพระกำแพง"ตรวจสอบตัดแต่งโค๊ดในบล็อกจนตาลายง่วงหลับคาคีย์บอร์ด บ่ายสี่จึงไปที่วัดบรมธาตุนครชุม เลือกนั่งที่หมายวานนี้ เพราะดูแล้วยังไม่มีใครมาซ้ำ ว. ย้ายจากที่เดิมมาแจมด้วย (คงหวังจะเสียบพระให้ผมอีก) ประมาณครึ่งชั่วโมง ว. ได้พระซุ้มกอเนื้อดำเก่าดูง่ายสุด ๆ แต่น่าเสียดายหักครึ่งเศียรหายไปเหลือเพียงแค่คอลงมา เป็นรอยหักมานานแล้ว องค์นี้มันไม่เสียบครับพระแท้
ภาพที่ ๒๑
พระซุ้มกอ


บทที่ ๑๐
วันป่าแตกไม่ใช่กรุแตก

...วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ ตอนเช้าไปอำเภอ ถึงเที่ยงทำเอกสารส่งเงินให้จังหวัดเรียบร้อยแล้ว จัดการโทรนัด ว. ทันที ว่างไม่ได้เดี๋ยวลงแดงถ้าไม่ได้ไปขุดพระ ถาม ว. ว่า
ผม : ไปวัดบรมธาตุกันมั๊ย
ว : ไม่ไหววันนี้ร้อนเปลี่ยนที่แล้ว เป็นกรุทุ่งเศรษฐี ๑
ผม : ก็ดี
ว: ตอนนี้เปลี่ยนที่อีกแล้ว เป็นทุ่งเศรษฐี ๒ เพราะทุ่งเศรษฐี ๑ ป่าราบไปแล้ว
ผม : อ้าวทำไม ?
ว: ก็เจ้าของที่มานะสิ วิ่งกันป่าแตก
ผม : ฮ่า ๆๆๆๆๆ กลัวอะไรเพื่อนผมเอง งั้นเดี๋ยวผมไป

...ประมาณบ่ายโมงเศษผมก็ถึงกรุทุ่งเศรษฐี ๒ ว. กับ น. กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ข้าง ๆ หลุมที่ขุด ช่วงคุยกันก่อนพอเป็นพิธี น. ควักนางกลีบบัวสีดำยอดหักนิดหน่อยออกจากกระเป๋าเสื้อยื่นมาให้ผมดูแล้วถามว่า เคยเห็นมั๊ยดำปี๊ดอย่างนี้ได้ที่กรุทุ่งเศรษฐี ๑ ก่อนป่าแตก ผมเฉยไม่ตอบและไม่คืนพระ น. อมยิ้ม จากนั้นผมก็เริ่มลงมือ น.ราดน้ำไว้แล้วดินเริ่มหมาดพอดี.

...หากันไปสักพัก ผมพบของแปลก คล้ายลูกกระสุนดินที่ใช้ยิงกับหนังสะติ๊กนั่นแหละ แต่มันเป็นดินเผามานานแล้ว มีสีเหลืองอมส้มมีรอยปริแยกและราดำปรากฏอยู่ทั่วไป เนื้อหนึกนุ่มเหมือนพระกรุองค์อื่น ๆ ผมแกล้งทำไม่รู้จัก พูดลอย ๆว่า ลูกอะไรเนี่ย ไม่มีใครตอบ ผมเลยว่า ของแปลกเก็บไว้ก่อน อันที่จริงผมจำได้ ว. เคยเล่าให้ฟังเมื่อหลายวันก่อนว่า ถ้าเจอดินลูกกลม ๆ อย่าทิ้งนะ ของหายาก นานมาก ๆ จะเจอสักลูก เขาเรียกกันว่า ลูกอมดิน คนโบราณใช้อมไว้ในปากยามสู้รบสงคราม ยิงฟันไม่เข้า

ภาพที่ ๒๒
ลูกอมดิน


...ต่อมาพักใหญ่ที่ขอบเจดีย์รายไม่ได้อะไรเพิ่ม ว. ชวนย้ายจุดไปใต้ต้นจามจุรีใหญ่ที่อยู่ขอบสระ ดินอ่อนบี้สบาย พักเดียว น. ก็ได้พระรูปทรงคล้ายเชตุพนกึ่งซุ้มกอกึ่งนางกำแพง เนื้อสีดำ ยังไม่รู้เรียกพิมพ์อะไรแน่ ต่อมาผมได้คล้าย ๆ ของ น. แต่องค์เล็กกว่า สององค์นี้ผมขอเดาว่าเป็นพระซุ้มกอพิมพ์เม็ดน้อยหน่า (ผมเพิ่งมาสังเกตุเห็นตอนโพสต์ พระสององค์นี้บล็อกเดียวกัน แต่องค์ซ้ายปีกมันกว้างกว่าองค์ขวา ถ้าไม่มีปีกจะเหมือนกัน) ปิดท้ายด้วยลูกอมดินอีกหนึ่งลูก

ภาพที่ ๒๓
พระซุ้มกอเม็ดน้อยหน่า


บทที่ ๑๑
ไข่แดงทุ่งเศรษฐี ๑

...วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๕ บ่ายผมย่องไปดูกรุทุ่งเศรษฐี ๑ อีก ทั้ง ๆ ที่ ว. บอกว่าอย่าเพิ่งไปเลย เมื่อไปถึงปรากฏว่าดินหายไปอีกเกือบลูกบาศก์เมตร ที่สำคัญที่ก้นหลุมพบหลุมสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากล่องใส่หม้อหุงข้าวขนาดกลาง ผนังล้อมด้วยอิฐแนวตั้งขนาด ๖ คูณ ๑๐ นิ้ว ภายในบรรจุทรายหยาบ ข้างหลุมพบแผ่นดินเผาลักษณะคล้ายฝาปิดอะไรสักอย่าง วางทิ้งไว้ ว. หรืออาจจะ น. ได้ไข่แดงกรุนี้ไปเสียแล้ว อย่างนี้นี่เองช่วงนี้ถึงห้ามไม่ให้ผมมาที่กรุนี้

ตรงนี้แหละครับเป็นภาพก่อนที่ดินจะถูกขุดออกไปอีกเกือบลูกบาสก์เมตร ผมถ่ายไว้เล่น ๆ ก่อนกลับบ้าน ไม่นึกว่าถัดไปข้างหน้าอีกเพียงฟุตเดียวเท่านั้น ก็จะถึงตำแหน่งที่ไหฝังอยู่ สังเกตแนวอิฐทางซ้ายมือดูนะครับ คล้าย ๆ ฐานอะไรสักอย่างทอดยาวมาสิ้นสุดตรงนี้ ผมจะพบสภาพอย่างนี้เกือบทุกครั้งที่พบไหพระ


ภาพที่ ๒๔
ถึงยังไงวันนี้ก็ยังไม่แห้วซะทีเดียว ไปหาเองไม่ได้พระสักองค์เจอแต่หัวกระโหลกมนุษย์เห็นเบ้าตาทั้งสองข้าง สันจมูกยังเห็นชัดอยู่เลย หาเองไม่ได้ซื้อเอาก็ได้วะ องค์นี้ บิ่นมาแต่ในกรุ เช่ามาจาก น.




บทที่ ๑๒
วันแห่งความโกลาหล

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๕ ทำงานวันแรกของปีใหม่ลูกค้าต้องเยอะแน่ ต้องไปโดดไม่ได้ คาดผิดครับ ไม่มีสักราย ว่างเลยทำงบเดือนส่งจังหวัด ราว ๆ เพล น. โทรมาบอก "กำลังหาพระอยู่กรุทุ่งเศรษฐี ๑ เจอไหแตกกรวดทรายร่วงมาเต็มเลยมีพระร่วงมาด้วยตั้งหลายองค์" เอาแล้วกู! ไม่เป็นอันทำงานกัน ตัดสินใจตอบไปว่า "เหรอ เดี๋ยวบ่าย ๆ ไปนะ" รายงานที่เหลืออีกสองสามเรื่องเสร็จทันเที่ยงพอดี เข้าทาง ปกติลูกค้าช่วงบ่ายไม่มี อ้างไปส่งรายงานที่จังหวัด บ่ายโมงถึงกรุ มีพระวางอยู่บนไหแตกรออยู่แล้ว ๗ องค์ รวมฝาปิดอะไรซักอย่างที่ผมเห็นเมื่อวาน(เพิ่มเติมวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๕ แผ่นปูนกลม ๆ ที่เห็นก็คือ ฝาปิดไหพระนั่นเองครับ มาทราบเอาตอนที่ผมพบไหใบแรก เป็นฝาลักษณะเดียวกัน)

ภาพที่ ๒๕


ภาพที่ ๒๖


ภาพที่ ๒๗
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กมีกนก


ภาพที่ ๒๘
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก(พิมพ์ตื้น)


ภาพที่ ๒๙
นางกำแพงพิมพ์ตื้นองค์นี้ ดูง่าย ผมแจกลูกน้องไปแล้วครับ


ภาพที่ ๓๐
พระกำแพงโมคัลลาสารีบุตร (คู่สวด อุปัชฌาย์)


ภาพที่ ๓๑
พระงบน้ำอ้อย


ภาพที่ ๓๒
พระกำแพงซุ้มยอ พิมพ์เล็ก


ภาพที่ ๓๓
พระกำแพงซุ้มกระรอกกระแต


ภาพที่ ๓๔
พระกำแพง ? ใหญ่มาก สูงถึง 9 เซนติเมตร ทราบพิมพ์แล้วจะแก้ไขให้ครับ(เพิ่มเติมวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๕ พระองค์นี้น่าจะเป็น พระนารายณ์แปลงสิบชาติ)


วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๕
วัดพระบรมธาตุอีกสักครั้ง

ภาพที่ ๓๕
พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะองค์นี้เนื้อแกร่งมาก ๆ


ภาพที่ ๓๖
พระนางกำแพงสิบองค์นี้ก็แกร่งพอ ๆ กัน


วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๕
กำแพงขาววัดพระบรมธาตุนครชุม

วันนี้วันอาทิตย์ ว. กับ น. บอกจะไปเดินแผงก่อน ราวเพลจะมาแจม ผมกับ น้อง ม. รอจนบ่ายแก่ ๆ สองคนนั้นก็ยังไม่มา ลุงที่บ้านอยู่ข้างจุดหาพระ(แกรู้ข่าวคนแรก) เข้ามาทักทาย

ลุง: เห็นมาเกือบทุกวันคงได้ไปหลายองค์
ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกแล้ว ผมตอบตามตรง
ผม: ครับลุง แล้วลุงล่ะเดี๋ยวนี้ไม่เห็นมา
ลุง: ลุงแก่แล้วนั่งนานไม่ไหว
ผม: ลุงได้ไปเยอะมั๊ย
ลุง: เหลือไม่กี่องค์ ยังเหลือ กำแพงขาว ซุ้มกอ นาง มีคนมาขอเช่าแต่ลุงอยากเก็บไว้บ้าง
ผม: ดีครับลุง
ลุง: แล้ววันนี้ได้ยัง
ผม: ยังครับ
ลุง: น. มันก็ได้ไปเยอะนะ ยังช่วยเอาคราบกรุออกให้ลุงเลยกำแพงขาวน่ะ
ผม: เนื้อชินผมไม่ถนัดครับ ยังไม่ได้ศึกษา
ลุง: เหรอ เดี๋ยวลุงเอามาให้ดู จะได้จำของแท้ไว้

ลุงไปแป๊บเดียว กลับมาพร้อมพระอีกหกเจ็ดองค์ ผมส่องพระแล้วยิงคำถาม

ผม: ปล่อยเปล่าลุง
ลุง: เอ้า อยากได้ก็จะแบ่งให้ไป ขอกำแพงขาวลุงเก็บไว้สักองค์

ผมเลือกเอาซุ้มกอเด็ด ๆ สององค์ ที่ไม่เลือกคือ กำแพงขาว ยอดขุนพล(ส่องครั้งแรกเห็นเนื้อสีส้มละเอียดมากผิวตึง ผมเลยไม่ชอบ)และพระหักอีกสองสามองค์ ถามเท่าไหร่

ลุง: ไม่รู้จะเอาเท่าไหร่
ผม: จ่ายเงิน ลุงแถมนางกลีบบัวกับพระหัก ๆ บิ่น ๆ มาอีก สององค์

ระหว่างที่ผมเดินไปเอาเงินที่รถ ลุงช่างก่อสร้างอีกคนเดินมาคุยกับลุง ขอส่องพระที่เหลือ และขอเช่าต่อ โดยเฉพาะกำแพงขาวแกแสดงอาการอยากได้มาก บอกมีเงินน้อยขอเอาซุ้มกอของแกมาแลกได้มั้ย ตกลงกันไม่ได้ ผมส่องยอดขุนพลอีกทีจึงเห็นรากไม้เกาะเป็นเส้นเล็ก ๆ หลายแห่ง ผมเลยตัดบท ขอเช่าที่เหลือตัดหน้าซะเลย ก็ตอนแรกลุงบอกขอเก็บไว้สักองค์ผมก็เลยเว้นไว้ สรุป หาเองไม่ได้ เช่าเอาก็ได้วะ ถูกหลอกอีกป่าวเนี่ยยยยยย

ภาพที่ ๓๗
พระลีลากำแพงขาว เนื้อชิน


วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๕
ครั้งแรกที่ไปเดี่ยวแล้วได้พระ

หลังจากที่ผมพากเพียรไปหาพระด้วยตัวเองคนเดียวมาสี่ห้าวันแล้วไม่เคยได้ วันนี้สำเร็จแล้วครับ ผมไปถึงกรุทุ่งเศรษฐี ๒ ราวเที่ยงวัน ค้นหาพระได้สักครึ่งชั่วโมงกำลังเพลิน ๆ ก็ต้องสะดุ้ง เพราะจู่ ๆ ก็มีลุงคนหนึ่งมายืนส่งเสียงทักผมอยู่บนขอบสระเหนือที่ผมนั่งหาพระอยู่ มาแบบเงียบกริบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงที่ต้องเดินผ่านใบไม้แห้งมา ผมเงยหน้าขึ้นมองแบบหวาด ๆ พลางถามว่า
ผม : มาทำไรลุง
ลุง : มาหาผักบุ้งไปขาย
ผม : ผมมาหาพระ
ลุง : ได้ยัง
ผม : ยังเลยลุง
ลุง : นึกว่ารถใครจอดอยู่ในป่า
ผม : รถผมเองครับ
ลุง : ลุงไปก่อนนะ

หลังจากลุงไปแล้วผมก็หาพระต่อ ราวชั่วโมงต่อมายังไม่ได้พระเหมือนเดิม ลุงกลับมาอีกครั้งพร้อมผักบุ้งเต็มย่าม คราวนี้กระแอมมาแต่ไกล

ลุง : ได้ยัง
ผม : ยังเลยครับ
ลุง : โน้นนน ในป่าด้านโน้น มีบ่อโบราณกลม ๆ กว้างสักวา ของอยู่ในนั้น ลุงเคยขุดแล้วแต่ไม่ไหว
ผม : เหรอครับ น่าลองนะ
ลุง : ไม่ลองขอนางตะเคียนต้นนี้ดูก่อนเล่า
ผม : อ้าว ! นี่ต้นตะเคียนเหรอ ที่เคยเห็นไม่ใช่แบบนี้
ลุง : ต้นตะเคียนหนู
ผม : เดี๋ยวผมจะลองดู

...ลุงเดินลับตาไปแล้ว ความที่ผมเคยเข้าป่าล่าสัตว์คนเดียวตอนกลางคืนบริเวณชายแดนไทยลาวซึ่งเป็นสมรภูมิรบเก่าที่ยังมีกับระเบิดรถถังและแบบบุคคลหลงเหลืออยู่เยอะมาก (ผมมารู้ทีหลังตอนหน่วยเก็บกู้ระเบิดของทหารรายงานในที่ประชุมอำเภอว่าเก็บกู้อาทิตย์เดียวได้สี่สิบกว่าลูก) ปีเศษที่ผมล่าสัตว์อยู่บริเวณนั้น ได้พบได้เห็นอะไรแปลกในป่ายามค่ำคืนเสมอ ๆ ขนาดที่ว่า เดินทางผ่านกลางระหว่างต้นตะเคียนยักษ์คู่นั้นทีไรต้องเห็นอะไรคล้าย ๆ ผู้หญิงยืนพิงต้นตะเคียนอยู่ทุกครั้ง อดไม่ได้ที่จะเอาไฟฉายส่องดูแต่พอเห็นชัดก็เป็นต้นไม้ไปทุกครั้ง. มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปนั่งห้างในป่าลึกรอดักยิงหมูป่าอยู่บนยอดไม้สูงจากพื้นประมาณห้าเมตร ราว ๆ ตีหนึ่งบรรยากาศกำลังเงียบสงัดวังเวง ผมกำลังนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ พลันก็มีเสียง แกว๊กกกกกกก!!! ดังสนั่นมาจากข้างล่าง ผมสดุ้งสุดตัวขนหัวลุกซู่รีบลนลานคว้าไฟฉาย ความที่มันมืดและกำลังตกใจมือก็สั่นไปหมดเลยทำไฟฉายหลุดมือร่วงลงไปข้างล่าง ระหว่างที่ดึงไฟฉายขึ้นมา(ของทุกอย่างบนห้างจะมีเชือกผูกกันหล่นเพราะกลางคืนไม่ว่ากรณีใดห้ามลงจากห้าง)ไฟฉายยังไม่ทันถึงมือก็มีเสียง พรึ๊บ พรึ๊บบบบบ... ดังสนั่นพุ่งจากด้านล่างดิ่งขึ้นมาหาผม คราวนี้ผมแทบฉี่ราดนั่งตกตลึงตาค้างทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งเจ้าของเสียงมาเกือบถึงตัวผมแล้วมันจึงเบี่ยงไปทางอื่น ผมส่องไฟตามไปจนทันเห็นมันกำลังลงจับกิ่งไม้อีกฟากหนึ่งของต้นไม้ที่ผมนั่งอยู่ นกแสกผีครับ!! ผมโมโหจัดปลดเซฟ M16 เปิดแสงเลเซอร์จี้ไปที่หัวของมัน กำลังจะเหนี่ยวไกก็คิดได้ว่า เรามาดักยิงหมูป่าไม่ใช่นกแสกผี ถ้าเหนี่ยวไกไปก็ดังป่าแตกคืนนี้ทั้งคืนจะไม่มีอะไรเข้ามาอีกเลย นกแสกผีก็เหม็นสาบไม่น่ากิน เลยวางปืนลง นกแสกผีเจ้ากรรมตัวนั้นมันคงดักรอจับหนูแล้วเอาขึ้นมากินตรงนี้เป็นประจำ ผมไปแย่งที่มันเองแหละครับ.

...และอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมกระสับกระส่ายทั้งคืนก็น่าจะเป็นครั้งที่ไปนั่งห้างล่าสัตว์อยู่บนต้นมะเดื่อในป่าลึก ราวห้าทุ่มปรากฏว่ามีลูกไฟสีแดงสว่างไสวลอยไปลอยมาห่างจากห้างที่ผมนั่งไม่ถึงร้อยเมตร จะไปให้พ้นก็ไม่ไปจะมาให้ถึงก็ไม่มา ถ้ามาผมกะรัว Smith and wesson ts 5906 ทีเดียวหมดแม็ก ๑๖ นัด แล้วใส่ตีนหมาโกยป่าราบ ทนนั่งดูอยู่หลายชั่วโมงจนหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว ตื่นอีกทีสว่างโร่ กลับถึงแคมป์นายพรานใหญ่เล่าให้ฟังว่า พวกล่าสัตว์แถวนี้เห็นเป็นประจำ สงสัยเป็นแมงมุมขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ก้นมันเรืองแสงได้คล้ายหิ่งห้อย มันคงเกาะอยู่ยอดกอพงลมพัดเอนไปเอนมาจึงดูเหมือนเคลื่อนที่ได้ แต่ผมไม่ค่อยเชื่อแกสักเท่าไหร่.

...ตกลงผมจะบันทึกพระกำแพงหรือบันทึกเข้าป่าล่าสัตว์กันแน่เนี่ย กลับเข้าเรื่องครับ ประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นบอกผมว่า สิ่งลึกลับพิสูจน์ไม่ได้มันน่าจะมีอยู่บ้าง ผมจึงนั่งลงพนมมือหันไปทางตะเคียนหนูต้นนั้น เอ่ยปากขอให้ได้พระแล้วจะทำบุญไปให้ หลังจากนั้นผมก็คว้าเสียมกดลงไปในดินอ่อน ๆ ตรงที่รดน้ำทิ้งไว้แต่วาน รู้สึกสะดุดอะไรแข็ง ๆ จึงไม่กดเสียมลงไปอีก แต่ใช้วิธีงัดดินชุดนั้นออกมาเพื่อค้นหาพระก่อน ในดินชุดนั้นไม่พบอะไร จึงคว้าเสียมกะว่าจะกดลงตรงที่เดิมอีก พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นแผ่นอะไรสีส้ม ๆ คล้ายก้อนอิฐสร้างเจดีย์ที่พบเป็นประจำ อยู่ในร่องดินลึกสุดตรงที่กดเสียมครั้งแรก ก้มลงไปมองใกล้ ๆ จึงเห็นเป็นลวดลายแขนขาเห็นเพียงครึ่งองค์เท่านั้น อ้าว !พระนี่หว่า เกือบกดซะหักไปแล้ว ค่อย ๆ แงะดินรอบ ๆ เอาพระขึ้นมา ลักษณะพระที่ขึ้นมาครั้งแรกออกสีส้มจัด เนื้อฟูหยาบ เหมือนดินเผาใหม่แช่น้ำ ปรากฏรอยถูกเสียมขูดตอนงัดดินออกเป็นทางยาวบริเวณลำตัว ผมเอานิ้วมือปัดเศษดินบริเวณใบหน้าและมือขวาพระออกเพราะอยากเห็นหน้าชัด ๆ ตรงนี้ถือเป็นบทเรียนของความผิดพลาดที่สำคัญมาก เหตุเพราะไม่ยอมเชื่อ น. กับ ว. ที่เคยบอกว่า พระขึ้นใหม่อย่าถูแรงผิวจะสึกหมด จริง ๆ ครับ ขนาดผมปัดเบา ๆ เท่านั้น ลายนิ้วมือผมติดใบหน้าและมือขวาพระเต็มไปหมดเลยครับ พระขึ้นใหม่เนื้อยังอ่อนอยู่จริง ๆ ครับเจอกับตัวแล้ว และที่น่าประหลาดใจมากที่สุดก็ตรงที่ว่า เมื่อเวลาผ่านไปราวสามชั่วโมง พระองค์นี้ผิวเปลี่ยนจากฟูหยาบเหมือนดินเผาใหม่ กลายเป็นผิวเรียบแกร่งมันวาวแบบมันปู อย่าว่าแต่เอานิ้วถูเลย เวลานี้เอาไม้จิ้มฟันขูดเต็มแรงยังไม่ระคายผิว ผมอดคึดถึงลุงกับตะเคียนหนูต้นนั้นไม่ได้ ขอปุ๊บได้ปั๊บ บังเอิญหรือตั้งใจ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมกันเองนะครับ

ภาพที่ ๓๘
เป็นพระกำแพงอีกพิมพ์หนึ่งที่ยังไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อน น่าจะเรียก"นางกำแพง"ได้ พระเกศด้านซ้ายมือเราก็สั้นไป ข้างหูดันมีเส้นอะไรอีกไม่เคยเห็น ตรงพระเกศนี้มองคล้าย ๆ หมวกฤาษี ว่ามั้ย องค์ทางขวามือนี้ได้ที่เดียวกันในอาทิตย์ถัดมาครับ


วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๕
ทุ่งเศรษฐี ๓

สาย ๆ วันนี้ น. กับ ว. พาผมตะเวนหาแหล่งใหม่ แวะคุยบ้านโน้นบ้านนี้จนบ่ายสี่โมงยังไม่ได้การอะไร มีอยู่กรุหนึ่ง เจ้าของที่ดินเอารถแทรกเตอร์ทลายซากวัดกับเจดีย์ที่พอเหลือเค้าลางให้เห็นอยู่บ้างออกหมดเลย แล้วสร้างหอพักทับทั้งหมด แต่ผมสังเกตเห็นเนินดินที่ดันมากองไว้ริมรั้วบางส่วนก็ล้นออกไปนอกรั้ว เลยขอเจรจากับเจ้าของที่ดินแปลงข้าง ๆ รั้ว ขอขุดหน่อยถ้าได้ก็แบ่งกัน เขาไม่ยอมครับ ไปไหนไม่รอดเลยตกลงจะไปกรุทุ่งเศรษฐี ๒ แก้เซ็ง ระหว่างเดินทาง น. เปลี่ยนใจชวนไปกรุทุ่งเศรษฐี ๓ แทน ผมตกลงเพราะที่นี่ยังไม่เคยไป แต่รู้ข่าวมาบ้างแล้ว ตรงนี้นั่งสบายเพราะอยู่ใต้พุ่มไม้ริมน้ำ ผมเลือกตำแหน่งที่น่าจะยังไม่เคยมีใครขุดมาก่อน ลงเสียมได้เพียงสองสามครั้งก็พบพระกำแพงนาคปรก เนื้อแดงจัด พระองค์นี้ไม่ใช่พระเสียบแน่ ราวชั่วโมงต่อมา น. ได้นางกำแพงเนื้อดำสนิทอีกองค์

ภาพซ้ายที่ ๓๙ นางกำแพงพิมพ์ตื้น
ภาพขวาที่ ๔๐ พระกำแพงนาคปรก

...ราวชั่วโมงผ่านไปตอนผมงัดดินก้อนใหญ่ออกมาพิจารณาก่อนทุบเป็นก้อนเล็ก สายตาก็สังเกตเห็นก้อนอะไรยาว ๆ สีแดงคล้ำ ฝังอยู่ในนั้น เอานิ้วเขี่ยเศษดินตามแนวยาวออกจึงเห็นว่าน่าจะเป็นพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน ผมเลือกที่จะเอาดินก้อนนั้นทั้งก้อนกลับมาบ้านโดยไม่ทุบเอาพระออกในตอนนั้นเพราะเกือบมืดแล้ว เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงค่อย ๆ แซะดินข้าง ๆ เอาพระออก ปรากฏว่าเป็นพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนพิมพ์กลางองค์นี้สวยสมบูรณ์เนื้อจัดแข็งมาก ๆ สีแดงมะขามเปียกคราบไขตามซอกซุ้มแข็งมาก ๆ.

ภาพที่ ๔๑
พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน พิมพ์กลาง





วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕
บทสุดท้าย พระเสียบ

...เคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างมั๊ยครับ พระเสียบ ตามแผงพระไม่มีหรอกครับ พระเสียบจะอยู่ที่กรุ หลายวันที่ผ่านมาผมเฝ้าหาคำตอบให้ตัวเองว่า
๑. ทำไม ถึงได้พระตอนเกือบค่ำและได้ติดต่อกันหลายองค์ในที่เดียวกัน
๒. ทำไม ว. ถึงได้แต่พระหลักและได้มากอยู่คนเดียว
๓. ทำไม พระที่ ว. ได้ ส่วนใหญ่ ๙๐ เปอร์เซนต์เนื้อไม่ถึงยุคและไม่ค่อยมีคราบกรุหรือมีแต่ไม่แข็ง
๔. ทำไม เวลา ว. ไม่ได้ไปด้วย เราไปหาเองคนเดียวสี่ห้าวันในที่แหล่งเดียวกันกลับไม่ได้พระสักองค์
๕. ทำไม ถึงได้แต่พระยืนเป็นส่วนใหญ่ หลังจากที่ผมคุยกับ ว. ว่า ที่จริงผมชอบเม็ดขนุนมากกว่าซุ้มกอ
๖. ทำไม ว. ต้องเอากระเป๋าย่ามมาสะพายทุกครั้งก่อนกลับครึ่งชั่วโมง และหลังจากนั้นจะได้พระถี่ยิบ
๗. ทำไม พระที่แผง ว. จึงเหมือนกับพระที่ผมได้ที่กรุ และขายแค่องค์ละ ๑๕๐ แต่พระของ น. กลับขายองค์ละ ๑๘,๐๐๐

...หลังจากที่ผมลอบสังเกตุ ว. มาเกือบอาทิตย์ เห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่างที่ ว. ทำ เป็นหลักฐานและพฤติกรรมเพียงพอที่จะสรุปได้ว่า ว. แอบเสียบพระใหม่เข้าไปในกองดินที่ขุดมาแล้วรอการบี้หาพระ โดยเลือกวันที่ได้พระแท้ ๆ น้อย ก็จะเสียบเพิ่มตอนก่อนกลับเกือบมืด เฉลี่ยให้ได้วันละประมาณ ๑๐ องค์ แต่พักหลัง ๆ ความโลภทำให้ ว. เสียบไม่เลือกและระวังน้อยลง คงคิดว่าผมไม่สงสัย ผมผิดสังเกตมาตั้งแต่วันแรก แต่ผมดูจากพระที่ได้มีแท้สองสามองค์กับไม่ถึงยุคสิบกว่าองค์ ยังคุ้มกับเงินที่จ่ายไป จึงรอดูจนเห็นว่าเริ่มมีพระแท้น้อยลงจนถึงวันนี้ไม่มีพระแท้เลยสักองค์ จะอยู่ทำไมละครับ

...ก็อย่างที่บอกตอนแรกแหละครับ บล็อกนี้เอาไว้ศึกษา ผมหมดไปเกือบแสน ได้พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนแท้มาองค์เดียวก็คุ้มค่าแล้วครับ



-------------------------------------------------------------------------------------------------
จบภาคแรก
-------------------------------------------------------------------------------------------------


บันทึกพระกำแพงภาค ๒
๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ๑๗.๒๘

...หลังจากที่ผมได้รับคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เสาร์ อาทิตย์ ผมก็กลับไปกำแพงเพชร ไปทำในสิ่งที่ชอบเหมือนเดิม และก็ได้ของแปลกมาอีกหลายรายการ เช่น พระเปิดโลกว่านหน้าทอง อยู่ตรงไหนทราบมั๊ยครับ อยู่ในเนื้อปูนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างอะไรสักอย่างของวัดที่พังทลายลงมา บังเอิญมันแตกออกตอนขุดจึงเห็นพระด้านใน เหลืองอร่ามทีเดียวครับ คนในทีมได้ไปและก็ธุดงค์ไปอยู่กับคนมีตังค์เรียบร้อยแล้ว แต่ที่สำคัญคือได้ไหพระมาถึง ๒ ใบ อยู่ห่างกันสองวาตามตำราพอดี อันนี้ผมเลือกตำแหน่งที่จะขุดเอง ใบแรกมันแตกเพราะยั้งมือไม่ทัน ไม่รู้ว่าไหพระมันจะอยู่ในลักษณะอย่างนั้น เลยเอาพระออกมาซะเลยมีทั้งหมด ๗๔ องค์ แต่ไม่ได้ลงภาพให้ชมกันในตอนนั้น เพราะงานที่แม่สอดนี่มันมากจริง ๆ ครับ ไม่มีเวลา ตอนนี้พอมีเวลาเลยลงภาพรวม ๆ แบบไม่เป็นระเบียบให้ชมกันไปก่อนครับ


ภาพที่ ๔๒
ไหใบแรกและไหใบที่สอง


...ที่ไหใบแรกเห็นสีดำ ๆ ตรงปากไหมั๊ยครับ นั่นแหละโดนชะแลงเข้าไป แตก!! ผมเลยเอาดินในไหนั่นแหละอุดซ่อมไว้ยังไม่แห้ง ส่วนภาพล่างเฉพาะพระองค์สีขาว ๆ นะครับ เป็นพระที่อยู่ในไหทั้งสิ้น (สีขาวที่เห็นคือคราบกรุ บางจุดก็ละเอียดเป็นผง บางจุดก็แข็งเหมือนหินปูน)ส่วนพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนกับพระซุ้มกอ แยกไปอยู่อีกภาพหนึ่งครับ อ้อ เกือบลืม กล่องตรงกลางเป็นเนื้อชินทั้งหมดครับ

ภาพที่ ๔๓
เฉพาะองค์ที่มีสีขาว ๗๔ องค์ เป็นพระนำออกมาจากไห

...อาทิตย์ต่อมาได้ใบที่สอง อยู่ในที่ลักษณะเดียวกันทุกอย่าง ด้วยความมีประสบการณ์ทำให้ไหไม่แตก ประสบการณ์ที่ว่า(กะว่าจะไม่บอกนะเนี่ย เอ้าไหน ๆ ก็เป็นบล็อกสำหรับศึกษา บอกก็ได้)คืออย่างนี้ครับ ก่อนจะพบไหใบแรก เราก็สุ่มเรื่อยไป แต่จำได้ว่าพบฐานอะไรสักอย่าง ก็ดูรอบ ๆ ฐานไปเรื่อย ๆ เมื่อหมดดินชุดที่ผสมกับอิฐหัก ก็พบกับอิฐสมบูรณ์วางเป็นแผงอยู่บนชั้นปูนบาง ๆ ถัดลงไปเป็นศิลาแลง ถัดลงไปอีกเป็นดินล้วน ๆ อัดแน่น ตรงนี้แหละครับ เซียนหลายคนพลาดคิดว่าถึงพื้นเดิมแล้วจึงหยุดกันเสียส่วนใหญ่ แต่ตอนถึงดินล้วน ๆ บังเอิญผมได้กลิ่นพระ(หอมเหมือนเกสรดอกไม้นา ๆ ชนิดรวมกัน)โชยเข้าจมูกอย่างแรง จึงสั่งให้ลึกลงไปอีก จนพบก้อนกรวดชนิดที่ว่าเป็นกรวดล้วน ๆ กองหนึ่ง รอบ ๆ ก็ไม่มี มันผิดธรรมชาติมั๊ยละครับ จึงรีบโกยกรวดออกจึงพบก้อนอิฐสองก้อนวางคู่กันอยู่ ยกก้อนอิฐขึ้นก็เห็นทรายล้วน ๆ ก็นึกว่าถึงพื้นทรายแล้วคงไม่มีอะไรแล้วเลยส่งชะแลงลงไป เสียงดัง...กรุ๊บ!! แตกซิครับ.

...ใบที่สองนี้ขนาดเดียวทรงเดียวกับใบแรก แต่ต่ำกว่า อยู่ในลักษณะเดียวกับใบแรกทุกอย่างตั้งแต่ดินผสมอิฐหัก,แผ่นอิฐสมบูรณ์,ชั้นปูนบาง ๆ ,ศิลาแลง,ดินล้วน,กรวด,อิฐสองก้อน,และสุดท้ายไหที่อยู่ในหลุมทราย ไหใบนี้ผมตั้งใจว่าจะไม่เปิดทั้งที่อยากรู้ใจจะขาดว่าข้างในมีอะไรบ้าง

ภาพที่ ๔๔
ก่อนจะพบไหใบที่สอง จะมีอิฐ ๒ ก้อนวางคู่กันอยู่ ก่อนที่จะยกออก ปาดทรายอีกนิดหน่อยแล้วจึงเป็นภาพนี้ ตื่นเต้นไปหน่อยเลยลืมเก็บภาพก่อนที่จะยกก้อนอิฐออก


ภาพที่ ๔๕
โกยทรายออก จะนำไหขึ้นมา กลับพบพระซุ้มกอสิบวางอยู่ที่ปากไห ภาพขวาซุ้มกอสิบ อีกแผง รีบร้อนไปหน่อยตอนสกิดทรายออก เฉี่ยวถูกพระนิดเดียว มุมบนฉีกไปเลย แทบไม่น่าเชื่อ


ภาพที่ ๔๖
พระที่ปากไหองค์นี้ ตอนยกขึ้นมายังดี ๆ สุดท้ายหักคามือไปเสียดื้อ ๆ ๓ ท่อน มันเปราะมาก ๆ ตอนยังไม่แห้ง ภาพที่ ๔๗ เมื่อนำซุ้มกอสิบขึ้นมาทั้ง ๔ แผงแล้ว


ภาพที่ ๔๘
ตอนเซาะทรายและดินออก ต้องทำกันอย่างประณีตที่สุดทีเดียว ภาพที่ ๔๙ พร้อมที่จะยกขึ้นแล้วคร๊าบบบบบ


ภาพที่ ๕๐
หลังจากที่ยกไหขึ้นไปแล้ว

...เห็นอิฐที่วางซ้อน ๆ กันเป็นแนวราวสี่ห้าชั้นนั่นมั๊ยครับ จะอยู่เหนือหลุมที่เอาไหขึ้นมาแล้ว(มองดูคล้ายฐานอะไรสักอย่าง) ตอนแรกกะว่าจะไม่รื้อออก สุดท้ายต้องรื้อเพราะทำให้ยากต่อการค้นหาต่อไป ขณะที่รื้ออิฐมาถึงแถวล่างสุด ปรากฏว่าพบช่องว่างที่ไม่มีก้อนอิฐวางอยู่สองช่อง แต่มีทรายกองอยู่แทน เมื่อปาดทรายออกก็พบพระซุ้มกอสิบ วางซ้อนกันไว้ชั้นละ ๔ แผง สองชั้น เอาขึ้นมาได้โดยไม่เสียหายเลย แต่ก็ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง สงสัยมั๊ยครับว่าพระซุ้มกอสิบทำไมอยู่นอกไห ขนาดครับ ใหญ่กว่าปากไห ใส่ไม่ได้ รวมแล้วได้พระกำแพงซุ้มกอสิบมากถึง ๑๒ แผง

ภาพที่ ๕๑
พระซุ้มกอสิบแผงสุดท้าย และเมื่อนำพระซุ้มกอสิบ ขึ้นมาทั้งหมดแล้ว เห็นไม้ขาว ๆ ยาว ๆ นั้นมั๊ยครับ ใช้ขุดดินรอบ ๆ ไหและใช้ปัดเศษดินเศษทรายออกครับ


ภาพที่ ๕๒
พระซุ้มกอสิบ


ภาพที่ ๕๓
พระซุ้มกอสิบ


ภาพที่ ๕๔
พระซุ้มกอสิบ เมื่อเอาคราบกรุออกแล้ว ซ้ายมือพระซุ้มกอสิบพิมพ์ใหญ่ ขวามือพระซุ้มกอสิบพิมพ์กลาง เคยเห็นกันมาก่อนบ้างมั๊ยครับ พระกำแพงซุ้มกอสิบ.


ภาพที่ ๕๕
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก


...พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีลายกนก(พิมพ์ลึก20*28*6-7มม)ผมได้ที่กรุพระคอหัก(มีพระพุทธรูปใหญ่แต่ไม่มีเศียร)ซึ่งอยู่ห่างจากวัดพระบรมธาตุนครชุมลงมาทางใต้ประมาณ ๒๐๐ เมตร กรุนี้แหละแรงนัก บรรดานักขุดถอยมาหลายรายแล้ว ถึงขั้นตายไปแล้วก็หลายคน ทั้งสององค์เป็นพระที่มาจากแม่พิมพ์อันเดียวกัน เป็นพิมพ์ที่ใกล้เคียงกับของวัดบรมธาตุนครชุมเป็นอย่างมาก องค์ทางขวามือมีดีตรงเนื้อหลายส่วนแกร่ง พระเนตรจึงยังเหลือให้เห็น แต่มีข้อเสียตรงมีรอยชำรุดสองสามแห่ง ส่วนองค์ทางซ้ายมือเรามีดีตรงความสมบูรณ์ขององค์พระมีมากกว่า แต่พระเนตรเกือบไม่เหลือให้เห็นเพราะตอนเอาคราบกรุออกถูกแทบไม่ได้ถูกเป็นถลอก แต่ก็พยายามประณีตบรรจงอย่างที่สุดแล้ว เสียหายบ้างเป็นธรรมดา.

...ขอย้ำอีกครั้งว่าพระพิมพ์(เซียน)นิยมมีอยู่ไม่กี่วัด เช่น วัดพระบรมธาตุนครชุม วัดซุ้มกอ วัดหนองพิกูล แต่ละวัดพิมพ์ก็ต่างกันไป พระที่ขึ้นมาก็มีไม่มาก แล้วไปปั่นราคากันจนสูงลิบห้าหกสิบล้าน ทำให้พระกรุอื่น ๆ ไม่เป็นที่นิยมเพราะเซียนไม่มี ของผมก็เช่นกัน พิมพ์แตกต่างกับวัดที่นิยมเล็กน้อย นับประสาอะไรกับวัดที่เขานิยมกันทั้งสามวัดพิมพ์ยังแตกต่างกันเลย สิ่งสำคัญอยู่ที่ความศรัทธาครับ ขอให้แท้เถอะ เก่า ๗๐๐ ปีเหมือนกัน พุทธคุณเหมือนกัน

ภาพที่ ๕๖
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก(พิมพ์ลึก20*28*5มม) ผมได้มาเมื่อครั้งที่ทางวัดพระบรมธาตุนครชุมขุดดินรอบเจดีย์มาทิ้งหลังวัดเพื่อทำพื้นใหม่เมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ที่ไม่เอารูปลงตั้งแต่แรก ๆ ก็เพราะว่ากลัวเป็นพระไม่ถึงยุค ก็พระเก่า ๗๐๐ ปีอะไรจะสวยสมบูรณ์ซะขนาดนี้ แต่วินาทีนี้ผมศึกษาหลาย ๆ ด้านโดยละเอียดแล้วฟันธงว่าใช่และถึงยุค และเอาขึ้นคล้องคอบูชาไปเรียบร้อยแล้ว เอาภาพมาโชว์ให้ดูเปรียบเทียบกับพระสององค์ด้านบนนี้ครับ


ภาพที่ ๕๗
พระคู่แฝด แต่เนื้อคนละฝา ภาพนี้เป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก(พิมพ์ลึก18*26*5มม)กรุทุ่งเศรษฐีครับ สององค์นี้ถ้าไม่ได้กับมือตัวเองจะไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าเป็นพระกรุแท้ เห็นมั๊ยครับสวยเกิน จะว่าไม่ถึงยุคก็กระไรอยู่ เพราะพบอยู่ในที่เดียวกับพระที่มีลักษณะถึงยุคในแบบฉบับที่ดูง่าย เอามาโชว์ครับ


ภาพซ้ายที่ ๕๘
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก(พิมพ์ตื้น20*25*5มม)
ภาพขวาที่ ๕๙
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กมีกนก(16*22*2มม)


ภาพที่ ๖๐
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก(พิมพ์ตื้น18*28*5มม)พระทั้งสี่องค์นี้ผมมอบให้ลูกน้องไปแล้วเมื่อครั้งที่ขอไปร่วมขุดพระกับผมด้วย บังเอิญครั้งนั้นได้แต่พระนางกำแพงล้วน ๆ ผมจึงเอาพระชุดนี้ให้แลกให้ไปแทนนางกำแพง


ภาพที่ ๖๑
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก(พิมพ์ตื้น20*25*5มม)


ภาพซ้ายที่ ๖๒
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกไม่ตัดปีก พิมพ์ตื้น20*26*5มม(ธุดงค์ไปอยู่กับนายช่างรังวัดเรียบร้อยแล้ว)
ภาพขวาที่ ๖๓
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กมีกนก(16*22*2มม)



ภาพที่ ๖๔
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กมีกนก(16*22*2มม) พระพิมพ์ทรงนี้บังเอิญหรืออย่างไรไม่ทราบ ดันไปเหมือนกับพระในบล็อก ๆ หนึ่ง ผมไม่ทราบว่าเว็บมาสเตอร์ของบล็อกนี้ได้ภาพหรือได้พระองค์นี้มาจากที่ใด แต้ต้องได้มาจากกรุเดียวกันแน่ กดดูที่ลิ้งค์ข้อความนี้ดูได้เลยครับ


ภาพที่ ๖๕
พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ(เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 มม)


ภาพที่ ๖๖
พระซุ้มกอดำพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก องค์นี้ได้มาจากในไหครับ ทรวดทรงองค์เอวสง่างามลงตัว ไรผม ใบหู สร้อยคอ สังฆาฏิ ชัดเจน เส้นมณฑลรอบพระเศียรไม่เหมือนกับพิมพ์ที่พบเห็นกันอยู่บ่อย ๆ แปลกตาไปอีกแบบ ด้านหลังเป็นลายกาบหมากที่ดูเป็นธรรมชาติจริง ๆ ตรงรอยตัดขอบด้านบนเกิดการยุบตัวมองเห็นได้ชัด ฟ้องความเก่าแก่ตามแบบฉบับของพระกำแพงแท้ ๆ


ภาพที่ ๖๗
นางกำแพงพิมพ์ตื้น สวยที่สุดเท่าที่ได้มา คิดว่าจะเอาเข้าประกวดหลายครั้งแล้ว แต่กลัวหาย


ภาพที่ ๖๘
นางกำแพงเม็ดมะเคล็ด เกือบทุกองค์ที่ได้มาสภาพเป็นอย่างที่เห็นหาสวยไม่ค่อยได้


ภาพซ้ายที่ ๖๙
บางท่านเรียกพระร่วงประทานพร แต่ผมพบที่กำแพงเลยเรียกพระกำแพงประทานพร
ภาพกลางที่ ๗๐
พระกำแพงเปิดโลกทิ้งดิ่ง ก็สวยอีกนั่นล่ะ ได้มาหลายองค์ด้วยล่ะ
ภาพขวาที่ ๗๑
พระกำแพงเปิดโลก เห็นสวยดีเลยเอามาลงให้ชมกัน


ภาพที่ ๗๒
เป็นพระกำแพงอีกพิมพ์หนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นพิมพ์อะไร สององค์นี้พิมพ์เดียวกันแต่อยู่คนละกรุ ไม่ใช่พระลีลากำแพงขาว ดูที่มือขวาคล้ายพระกำแพงลีลาฝักดาบ พิมพ์นี้บางท่านตีเก๊ ไปเลย!!!!?????


ภาพที่ ๗๓
พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ

หมดแล้วครับการหาพระในช่วงที่ผมไม่ได้จดบันทึกไว้ให้เป็นระเบียบ ต่อไปเป็นรายการวันต่อวันครับ

ผลงานวันเสาร์ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๕
ช่วยกัน ๔ คนได้มาอย่างที่เห็น



องค์กลางแถวบน
พระอุปฌาย์คู่สวด ระเบิดคามือตอนขึ้นมาใหม่ ๆ ซ่อมแล้วได้ผลออกมาอย่างที่เห็น
องค์ขวาแถวบน
พิมพ์เดียวกัน ไม่ระเบิดแต่ก็ไม่ยอมหลบเสียม แหว่งไปเลย หาเศษไม่เจออีกตะหาก
แถวกลางจากซ้าย
นางกำแพงกลีบบัว มีเนื้อเกินตรงหูซ้าย ถัดมาเป็นพระกำแพงลีลากล้วยปิ้ง บางท่านเรียกพระกำแพงลีลากลีบการเวก ยังไม่รู้อันไหนถูก สวยสมบูรณ์ทีเดียว ถัดมาอีกเป็นพระกำแพงลีลา ทรงนี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อน คล้าย ๆ เม็ดขนุนแต่ตัดขอบหนาแบบกลีบจำปา ถัดมาอีกเป็นลีลาเชยคางข้างเม็ด สวยมาก ๆ ถัดมาเป็นเปิดโลกทิ้งดิ่ง ตามด้วยเม็ดขนุนพิมพ์เล็ก ท่ามะปราง ปิดท้ายด้วย ซุ้มยอ(ผุ ๆ )
แถวล่าง
ซุ้มกอล้วน ๆ องค์ที่ ๓ ไม่มีกนก องค์ที่ ๔ และ ๕ ผุซะจนดูแทบไม่ได้ องค์สุดท้าย ขนมเปี๊ยะ


วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๕

ลุยคนเดียวเหงื่อท่วมตัว ได้องค์เดียวเหมือนกัน แปลก ถ้าผมไปคนเดียวมักจะได้นางกำแพงพิมพ์นี้ทุกที

ภาพที่ ๗๔
หลังจากล้างคราบกรุบางส่วนที่สามารถเอาออกได้ง่าย แต่ยังเหลือคราบกรุอีกมากที่ไม่กล้าเอาออก กลัวเสียเนื้อน่ะครับ องค์กลางครับที่ได้ล่าสุด ส่วนองค์ซ้ายได้จากกรุตาลดำ องค์ขวาได้จากกรุป่าชะอม เมื่อหลายเดือนมาแล้ว น่าแปลกนะครับพระสามองค์นี้อยู่ต่างกรุกัน แต่ทั้งคราบกรุทั้งเนื้อและพิมพ์ทรงใกล้เคียงกันมาก โดยเฉพาะคราบกรุที่ติดแน่นจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกับพระ คล้ายกันมาก ๆ


ผลงานวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๕



ช่วยกัน ๕ คนครับ ทั้งวัน หักชำรุดเสีย ๔ องค์ เก็บเศษมาซ่อมได้ ๒ องค์ อีก ๒ หาเศษไม่พบ ตอนพบพระกำแพงซุ้มกอสิบที่วางอยู่ใต้ฐานอะไรสักอย่าง ก็นึกว่าจะเจอไหพระอีก เพราะสองสามอย่างนี้มักจะอยู่ด้วยกันเสมอ หาอยู่นานแต่ก็ไม่พบ เดาว่าไหคงแตกเพราะพบเศษไหพระแตกหลายชิ้น ถ้าเอาเศษไหมาประกอบกันก็เกือบเต็มใบ เมื่อไหแตกพระก็กระจัดกระจายอยู่แถวนี้ จึงได้พระมากขนาดนี้ มากเสียจนไม่น่าเชื่อ ใช่มั๊ยครับ

ภาพซ้ายที่ ๗๕
พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์เล็กตื้นมีกนก องค์นี้ลวดลายและใบหน้าติดชัดดีทีเดียวครับ เรื่องเนื้อก็หายห่วง
ภาพขวาที่ ๗๕.๑
พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก เนื้อสีเหลืองดอกพิกุลแห้งปนแดง ถึงจะไม่ใช่พระกรุหลักแต่พิมพ์ทรงก็ถูกต้องตามมาตรฐานสากลนิยม.


ภาพซ้ายที่ ๗๖
พระลีลากำแพงขาว โดยปกติขอบด้านข้างและด้านล่างจะต้องตัดตรง ปลายยอดจะต้องเป็นจั่วแหลม แต่องค์นี้ขอบโค้งมนโดยรอบ พิมพ์ไม่ตรงตามมาตรฐานสากลนิยมแต่เนื้อก็สวยมีเสน่ห์มิใช่น้อย
ภาพขวาที่ ๗๗
พระลีลากำแพงขาวสององค์นี้พิมพ์ทรงถูกต้องตามมาตรฐานสากลนิยม ผมได้มาจากกรุเดียวกันก่อนหน้านี้เล็กน้อย เลยเอามาให้ชมเพื่อเปรียบเทียบกันครับ


ภาพซ้ายที่ ๗๘
พระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ดองค์นี้ ผมใช้เวลาในการล้างคราบกรุไปเกือบสองชั่วโมง เพราะว่าเนื้อพระอ่อนนุ่มมาก ๆ ลวดลายก็ไม่ลึก ถ้าไม่ระวังเป็นต้องทิ้งรอยให้เห็นหรือโชคร้ายกว่านั้นก็หักไปเลย เพราะองค์พระบางนิดเดียว หนาประมาณมิลลิเมตรเดียวเท่านั้น หาชมกันไม่ได้ง่าย ๆ นะครับพระพิมพ์นี้ที่เป็นเนื้อดิน เซียนบางท่านฟันธงว่าไม่มีเนื้อดินเสียด้วยซ้ำ.
ภาพกลางที่ ๗๙
ส่วนพระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ดองค์นี้อยู่ในไหครับ ผมล้างคราบกรุที่เป็นผงสีขาวออกนิดหน่อยพอให้เห็นลวดลาย พบว่ายังมีหน้าตาครบถ้วนสวยงามเลยเอามาให้ชมเปรียบเทียบกัน องค์นี้ไม่เหมาะที่จะขึ้นคอเพราะเนื้อเกินที่ปีกขวากว้างมาก ๆ
ภาพขวาที่ ๘๐
พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนพิมพ์ใหญ่ ผมชอบหน้าตาแบบนี้ซะจริง ๆ หู ตา จมูก ปาก ตามตำรา ลูกบอลที่เซียนบอกว่าต้องมี ก็ปรากฏชัด สวยงามสูสีกับองค์ที่คอผมทีเดียว หน้าตาชัดกว่าเสียด้วยซ้ำ จะสู้ไม่ได้ก็ตรงเนื้อ องค์บนคอผมเนื้อแดงเข้มจัดกว่ามาก.


ภาพซ้ายที่ ๘๑
พระพุทธชินราช ใบเสมา ปกติแล้วเป็นพระทางพิษณุโลกครับ แต่ก็มาปรากฏอยู่ในกรุพระกำแพงเพชร สวยมากนะครับ องค์นี้เป็นเนื้อดินส่วนใหญ่จะเห็นแต่เนื้อชิน ผมได้มาทั้งหมด ๔ องค์ เป็นเนื้อดินล้วน ๆ มีองค์หนึ่งเป็นพระยอด(อยู่บนสุดของพระทั้งหมดในให) มีผู้สนใจโทรเข้ามาสอบถามราคา และสงสัยว่าพระกรุกำแพงมีพิมพ์นี้ด้วยหรือและไม่น่ามีเนื้อดิน ก็ไม่แปลกหรอกครับ พระนี้สร้างสมัยกรุงสุโขทัยเป็นเมืองหลวง พิษณุโลกเป็นเมืองลูกหลวง กำแพงเพชรเป็นเมืองหน้าด่าน แน่นอนเวลาสร้างพระก็ต้องระดมช่างจากเมืองต่าง ๆ มาช่วยกัน ที่กรุพระกำแพงเพชรจึงมีผู้ขุดพบพระที่เป็นศิลปของสุโขทัย เช่น พระร่วงพิมพ์ต่าง ๆ ศิลปของพิษณุโลก เช่น พระพุทธชินราชใบเสมา ศิลปลพบุรี เช่น พระหูยานลพบุรี ศิลปอยุธยา เช่น พระหลวงพ่อโต รวมอยู่ด้วย ส่วนเนื้อดินหรือเนื้อชินนั้นปกติธรรมดาเกือบทุกกรุก็มีทั้งสองเนื้ออยู่แล้วจะมีเนื้ออะไรมากกว่ากันเท่านั้น ส่วนเรื่องราคาเช่านั้นผมคิดดูแล้วพระพิมพ์นี้ผมได้มาน้อยมาก กรุที่เคยได้เจ้าของที่ดินก็ถางหญ้าโล่งเตียนไปแล้ว โอกาสที่จะได้เพิ่มแทบมองไม่เห็น จึงขออนุญาตเก็บเอาไว้ดูเป็นตำราก่อนนะครับ.
ภาพกลางที่ ๘๒
พระหูยานลพบุรี แต่มาปรากฏอยู่ในกรุพระกำแพงเพชร ได้มาเป็นองค์แรก
ภาพขวาที่ ๘๓
พระกำแพงเปิดโลกพิมพ์ใหญ่ ซุ้มใบเสมาหรือซุ้มประตู เพิ่งได้มาเป็นองค์แรกก็ดันชำรุดซะอีก

ภาพซ้ายที่ ๘๔
พระท่ามะปรางกำแพงเพชรครับ เป็นศิลปะของพิษณุโลก
ภาพขวาที่ ๘๕
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก พิมพ์นี้ได้มาสี่ห้าองค์แล้ว แต่องค์นี้สวยสุด เลยลงให้ชมกัน


ผลงานวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๕



...ช่วยกัน ๕ คนเหมือนเดิมครับ ได้มาเท่าที่เห็น วันนี้ทำหักไปอีก ๓ องค์ ส่วนพระลีลากล้วยปิ้งเหลือแต่เศียรมาแต่ในกรุ พระไม่สมบูรณ์เนื้อมักจะสวยจัดเสมอ คล้าย ๆ ปลาหลุดเบ็ดมักจะตัวใหญ่เสมอ.


ผลงานของวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๕

...กรุที่ผมไปประจำ เจ้าของที่ดินถางป่าออกเสียเตียนโล่งไปแล้วครับ ฤดูกาลนี้ไม่เหมาะที่จะเข้าไปอีกแล้ว ผมจึงเปลี่ยนไปลงกรุทุ่งเศรษฐี ๓ ไกลจากกรุเดิมไปทางใต้อีกเกือบกิโล กรุนี้แรงครับได้ข่าวว่าเจ้าของอยู่ไม่ได้ เป็นไร่มันสำปะหลังร้างมานาน วัดนี้ใหญ่พอสมควรทีเดียว เจดีย์และวัดนั้นล้มไปนานมากแล้ว เหลือแต่ฐานที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน เลือกตำแหน่งได้แล้วก็ลงมือกันเลย ถึงแดดจะร้อนแต่ก็เย็นสบายเพราะมีร่มไม้ใหญ่หนาแน่นมาก ผมว่าผมไม่เคยทำบุญด้วยไก่ครึ่งตัวนะ แต่ทำไมถึงได้แต่พระหักครึ่งเกือบทั้งนั้น ชมภาพกันครับ



หลังจากที่ล้างคราบกรุออกแล้ว พระซุ้มกอได้สมบูรณ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น เป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนกเนื้อดำ องค์นี้น่าสนใจมากครับลองชมภาพด้านล่างก่อนที่จะอธิบายต่อไป

ภาพที่ ๘๖
พระซุ้มกอดำพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก

.... ตอนผมเริ่มเข้าวงการพระใหม่ ๆ ผมชอบพระพิมพ์นี้มาก จุดสังเกตของพระพิมพ์นี้ผมดูที่ปลายนิ้วมือซ้ายครับมันจะโด่ขึ้นมา เห็นมั๊ยครับ ผมเคยลองใช้กูเกิ้ลค้นหาดูก็พบกระดานแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพระพิมพ์นี้มากมาย ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสังคโลก บางท่านก็ว่าพระพิมพ์นี้เป็นพระถอดพิมพ์บ้าง ไม่ถึงยุคบ้าง แต่ละองค์ทำไมตำหนิไม่เหมือนกันบ้าง ฯลฯ และผมก็เก็บความสงสัยมานานแล้วว่าเป็นไปได้หรือที่ว่าพระแท้ถึงยุคจะมีร่องรอยการตบแต่งให้เห็น นับเป็นโอกาสดีทีเดียวที่ได้พระองค์นี้มาจากกรุด้วยมือของผมเอง จึงช่วยเฉลยปัญหาต่าง ๆ ได้ สรุปไว้ดังนี้ครับ

๑. พระซุ้มกอดำพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก พิมพ์ทรงนี้(นิ้วโด่) มีจริงและถึงยุค
๒. พระซุ้มกอหลังกาบหมาก มีจริง
๓. พระแท้ถึงยุคบางพิมพ์ มีการตบแต่งก่อนเผา เช่นปาดขอบด้านหลังเพื่อลบคม ปาดขอบด้านหน้าให้เรียบ มีจริง


ภาพซ้ายที่ ๘๗
พระซุ้มกอดำไม่มีกนกองค์นี้ ผมได้มาเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่มีความแน่ใจเลยว่าจะแท้ ทั้ง ๆ ที่ได้มาจากในไหพระ ก็เพราะพิมพ์มันดูแปลก ๆ แถมยังมีรอยการขูดตบแต่งตามผนัง ยิ่งดูยิ่งเหมือนพระแกะ จะไม่เหมือนพระแกะก็ตรงขาทั้งสองข้างกับฐานเขียงเท่านั้น แต่ตอนนี้ผมฟันธงว่าแท้แน่นอนครับ เลยนำมาลงให้ชมกัน
ภาพขวาที่ ๘๘
จำกันได้มั๊ยครับ ก็องค์ที่หักสองท่อนไงครับ ลองกลับไปดูภาพรวม ๆ ก่อนล้าง ด้านบนสิครับ ผมลองซ่อมเอาไว้ดูเนื้อเล่น ๆ สูตรเดิมครับ พระชำรุดมักเนื้อสวยงามกว่าเสมอ


ภาพซ้ายที่ ๘๙
ตอนแรกเห็นที่กรุเข้าใจว่าเป็น นางกำแพงลูกแป้งคู่ แต่พอล้างคราบกรุออกเห็นชัด กลายเป็นพิมพ์อะไรครับเนี่ย จะเรียกนางกำแพงลูกแป้งคู่ ไม่น่าจะถูกต้อง น่าจะเป็นซุ้มกอมากกว่า เพราะเป็นปางสมาธิ ลักษณะวงแขนการวางมือ ก็ซุ้มกอดี ๆ นี่เอง แถมมีศิระมณฑล(เส้นรอบพระเศียร)อีกด้วย จะผิดก็ตรงพระเกศ(เส้นผม)นี่ละ ยาวกว่าซุ้มกอไปหน่อย หากยังไม่มีชื่อพิมพ์ผมขอบังอาจเรียกพิมพ์นี้ว่า พระกำแพงซุ้มกอคู่ หรือ พระกำแพงซุ้มกอสอง หรือว่า พระกำแพงซุ้มกอสองพี่น้อง ชื่ออะไรดีครับ.
ภาพขวาที่ ๙๐
พระนางกำแพงกลีบบัวพิมพ์ใหญ่ครับ สีสันหวานตาน่าชม สวยงามมากนะครับพระองค์นี้


ภาพซ้ายที่ ๙๑
พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนพิมพ์เล็กครับ ได้สององค์ องค์นี้เนื้อสีเหลืองดอกพิกุลแห้ง สวยสมบูรณ์ แต่องค์เนื้อสีดำนั้นไม่ยอมหลบเสียมเลยหักสองท่อน เพราะเนื้อบางส่วนหายไป ซ่อมแล้วจึงออกมาไม่ดีเท่าที่ควรเลยไม่ได้ถ่ายภาพเดี่ยวให้ชมกัน (ปรากฏอยู่ในภาพรวมด้านบน)
ภาพขวาที่ ๙๒
พระกำแพงลีลา พิมพ์อะไรครับ ไม่เคยเห็น ที่เคยเห็นจะยกมือซ้ายหันซ้าย แต่องค์นี้ยกมือขวาหันขวา แถมมีอะไรโค้ง ๆ รองรับรอบฐานที่ยืนอยู่ด้วย ไม่ใช่ชายผ้านะครับ ชายผ้าจะอยู่ด้านในเห็นบาง ๆ


ผลงานของวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๕




ภาพซ้ายที่ ๙๓
พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก ผมจะคงสภาพเดิมจากกรุไว้อย่างนี้ละครับจะไม่เอาคราบกรุออก
ภาพขวาที่ ๙๔
พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก องค์นี้สภาพเดิม ๆ จากกรุ.
พระสององค์นี้ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน แถมตอนพบก็อยู่ใกล้กันมาก แต่สภาพต่างกันอย่างสิ้นเชิง องค์ที่ ๙๓ มีคราบราแป้งสีขาวปกคลุมทั่วทั้งองค์ แต่องค์ที่ ๙๔ ไม่มีคราบอะไรติดมาเลย พบครั้งแรกในขณะที่ทีมงานตักดินมาเทให้ พระองค์นี้ก็กลิ้งมากองตรงหน้าผมพอดี เห็นลวดลายมาแต่ไกลสีสันหรือก็สดใสสดุดตาเพราะไม่มีคราบอะไรติดมาสักนิดแม้แต่ดินก็ไม่มี ผมคิดว่ากลิ้งมาแบบนี้เป็นพระเสียบแน่ ๆ เลยเอากล้องขยายส่องดู อุ๊ย !!! แม่เจ้าโว้ย พระแท้นี่หว่า สงสัยพระท่านอยู่ในดินมานาน อยากขึ้นมาให้คนบูชา เลยมาแบบให้เห็นง่าย ๆ ไม่ต้องลุ้น


ภาพซ้ายที่ ๙๕
พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก องค์นี้คราบสนิมแดงเป็นสภาพเดิม ๆ จากกรุ ใช้กล้องส่องดูสวยงามมากครับ แต่ถ่ายภาพไม่ขึ้น(เพิ่มเติมวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ พระในภาพที่ ๙๕-๙๘ น่าจะเป็นเนื้อว่านทั้งหมดครับ)
ภาพขวาที่ ๙๖
องค์นี้ขนมเปี๊ยะ แต่ใหญ่มากครับ ขนาดเกือบเท่าพิมพ์ใหญ่


ภาพซ้ายที่ ๙๗
พระกำแพงลีลากลีบจำปา คราบสนิมแดงหนาจัดมองแทบไม่ออก ถ้าไม่เห็นลักษณะเท้าขวาและการตัดขอบจะไม่มีวันรู้ว่าเป็นกลีบจำปา
ภาพขวาที่ ๙๘
พระนางกำแพงกลีบบัวพิมพ์เล็ก เนื้อแดงจัดมาก คราบกรุมันหนามากจนแทบไม่เห็นเนื้อ คราบกรุลักษณะอย่างนี้ เอาออกไม่ได้เสียด้วยครับ มันติดแน่นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อพระเลย หากขูดออกเนื้อพระเสียหายแน่นอนครับ ลองมาแล้ว


ผลงานวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕




พระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ด ได้มาสามองค์ไม่มีเหลือดีสักองค์เลยครับ หักหมด ก็บางซะขนาดนั้น ส่วนแผงใหญ่ ๆ มุมขวาล่างนั่นคือ พระนางกำแพงขาโต๊ะครับ หายากสุด ๆ ก็มาหักซะอีกแต่หักในกรุมานานแล้วครับ


ภาพซ้ายที่ ๙๙
เป็นไงครับ พระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ดองค์ที่หักสองท่อน (ในภาพที่ยังไม่ได้ล้างองค์นี้จะอยู่ตรงกลางด้านล่างติดกับพระยอดขุนพล) ผมซ่อมเองกะว่าจะเก็บเอาไว้ดูเนื้อครับ
ภาพขวาที่ ๑๐๐
พระยอดขุนพล องค์นี้คราบกรุแข็งราวคอนกรีต กว่าจะล้างเสร็จปาเข้าไปสองสามชั่วโมง ยังล้างไม่หมดด้วยซ้ำ หลายจุดแข็งจนเอาไม่ออก


ภาพซ้ายที่ ๑๐๑
นางกำแพงกลีบบัว
ภาพขวาที่ ๑๐๒
นางกำแพง เนื้อดำแกร่งเนื้อแบบนี้มักจะมีคราบใส ๆ คล้ายเทียนไขสีขาวปรากฏอยู่ทั่วทั้งองค์ มองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยเห็น ต้องลองเอาไม้จิ้มฟันขูดดู จะรู้สึกลื่นมาก ๆ


ผลงานวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕



นางกำแพง หักเสียหายไป ๔ องค์ เหลือดีอยู่ ๔ องค์เช่นกัน ส่วนใหญ่จะหักตรงปลายยอด พระยอดขุนพลก็เช่นกัน หักตรงแนวเอว ท่อนล่างหายไปเลย หาเศษอยู่นานแต่ก็ไม่พบ

ภาพซ้ายที่ ๑๐๓
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก(พิมพ์ตื้น) พิมพ์นี้เป็นพิมพ์เดียวกับกรุทุ่งเศรษฐี ๑ แต่เนื้อแดงจัดกว่ามาก(ธุดงค์ไปอยู่ที่เขตประเวศแล้วครับ)
ภาพขวาที่ ๑๐๔
พระนางกำแพงเม็ดมะลื่น องค์นี้คราบกรุแข็งเหมือนคอนกรีตพอ ๆ กับยอดขุนพลที่ได้วันก่อน เห็นคราบไขสีเหลืองด้านขวามือเรามั๊ยครับ แข็งติดแน่น นั่นล่ะ เอกลักษณ์ของพระกำแพงเลยนะครับ


ภาพที่ ๑๐๕
พระนางกำแพงพิมพ์ตื้น สวยดูง่ายจริง ๆ ครับ เนื้อแบบนี้


ผลงานวันเสาร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

เดิมเป็นเนินปลวกอยู่กลางไร่มันสำปะหลังครับ


ภาพนี้ใครตาดีลองหาดูสิครับ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ ฝังดินอยู่ตรงใหนเอ่ย? พระองค์นี้พบตอนงัดเอาก้อนอิฐขึ้นมาทั้งก้อนจึงทิ้งรอยเอาไว้เป็นหลุมสี่เหลี่ยมพื้นเรียบตามรูปร่างของอิฐ ทีมงานตาไวมองเห็นพระเสียก่อนที่จะขุดต่อไป จึงเรียกผมมาดู เลยทันได้ถ่ายภาพในขณะที่พระยังฝังตัวอยู่ในดิน





วันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

...ไม่ได้ลงกรุครับ ค่ำวันนี้ต้องไปราชการด่วนที่บ้านเบิ่งเคิ่ง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ก็เลยต้องออกจากกำแพงตั้งแต่สายวันอาทิตย์ถึงบ้านพักที่แม่สอดตอนเที่ยงพอดี ก่อนออกเดินทางไปบ้านเบิ่งเคิ่ง มีเวลาเหลือเล็กน้อยก็เลยรีบโพสต์ภาพของวันเสาร์ให้ชมกันก่อนอย่างเร่งด่วน งวดนี้ได้พระซุ้มกอมา ๑๓องค์ นางกำแพง ๑๑ องค์ สมบูรณ์ทุกองค์ นางกำแพงกลีบบัว ๑๑ องค์ ปิดท้ายด้วยเหรียญ ร. ๕ หนึ่งเหรียญ. ออกเดินทางจากแม่สอดราวบ่ายโมงถึงที่พักในอำเภออุ้มผางเกือบสองทุ่ม ตีสี่ของวันจันทร์ออกเดินทางจากอุ้มผางไปบ้านเบิ่งเคิ่งระยะทางประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ถึงเกือบสามโมงเช้า


๑๘.๐๐ น.วันจันทร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

เสร็จสิ้นภารกิจมหาหิน จังหวัดเคลื่อนที่บ้าน "เปิ่งเคลิ่ง"(ไม่ใช่ เบิ่งเคิ่ง)อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก น้ำตกทีลอซูที่อำเภออุ้มผางว่าโหดหินแล้วเพราะไกลจากแม่สอดถึง ๑๗๖ กม.แต่ทางก็ยังพอใช้ได้ แต่บ้านเปิ่งเคลิ่งนี่ เลยทางแยกเข้าน้ำตกทีลอซูไปอีก ๘๐ กม. แถมทางเหมือนโลกพระจันทร์ ทำความเร็วได้เฉลี่ย ๓๐ กม/ชม เกือบตลอดสาย รถโฟว์วิลกระโดดเหมือนม้าพยศ หน้าฝนคงมีแต่รถถังเท่านั้นที่ไปได้ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!! กว่าจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้ ท้องไส้เคลื่อนหมด แน้ หยิ่งซะด้วยคนขับรถก็มี แต่ให้ไปนั่งตูจะขับเอง เสียวตลอดทาง จะไม่เสียวได้ไง ป้ายข้างทางเขาเขียนว่า "ยินดีต้อนรับสู่ถนนลอยฟ้า" บางจุดสูงกว่าเมฆอีกนะขอบอก.
กลับมาถึงแม่สอดแทนที่จะหลับจะนอน เปล่า! มานั่งล้างพระที่เหลือแล้วก็โพสต์รูปให้ชมกันนี่ยังไงละครับ

ภาพที่ ๑๐๖
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก(พิมพ์ลึก)เนื้อนี้ผมยอมแพ้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริง ๆ ไม่ใช่ดิน ว่านก็ไม่เหมือน เกษรดอกไม้ก็ไม่ใช่ คล้ายพลาสติกแข็งแต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรซิ่นแน่ ๆ ต้องขอเวลาไปหาข้อมูลก่อน วิจารณ์ไม่ถูกครับ


ภาพซ้ายที่ ๑๐๗
พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ พิมพ์ทรงนี้ดันไปเหมือนกับกรุป่าชะอมที่ผมเคยได้มาก่อนหน้านี้สององค์(ลองกลับไปดูภาพที่ ๗๓)
ภาพขวาที่ ๑๐๘
องค์นี้ก็เช่นกันพิมพ์ทรงเดียวกับกรุป่าชะอม แต่ที่ป่าชะอมไม่เคยพบเนื้อดำ


ภาพซ้ายที่ ๑๐๙
พระซุ้มกอไม่มีกนกพิมพ์ขนาดกลาง เนื้อดำทั้งคู่ ที่เห็นขาว ๆ คือคราบไขติดแน่น สององค์นี้มีเฮ ตรงที่มีใบหูชัดเจนจนถึงบ่าทั้งสองข้าง
ภาพขวาที่ ๑๑๐
นางกำแพงพิมพ์ตื้นเนื้อดำ องค์นี้คราบกรุแข็งเอาไม่ออก


ภาพซ้ายที่ ๑๑๑
ภาพขวาที่ ๑๑๒
พระนางกำแพงพิมพ์ติ้น เนื้อสีแดงจัดจ้านบาดตาบาดใจยิ่งนัก


ภาพซ้ายที่ ๑๑๓
ภาพขวาที่ ๑๑๔
นางกำแพงกลีบบัว


ภาพซ้ายที่ ๑๑๕
พระนางกำแพงกลีบบัว เนื้อแดงเข้ม
ภาพขวาที่ ๑๑๖
ที่จริงนางกำแพงองค์นี้เนื้อออกสีชมพู ภาพถ่ายทำไมออกเหลืองก็ไม่รู้ พิมพ์กดลึกมากทำให้องค์พระดูโดดเด่นสวยงาม


ภาพซ้ายที่ ๑๑๗
พระเชตุพนหน้าโหนก เนื้อเก่าสวยดูง่าย
ภาพขวาที่ ๑๑๘
พระกำแพงนาคปรก เนื้อมันปูสวยซึ้งจริง ๆ


วันเสาร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕




เมื่อล้างคราบกรุออกแล้ว มีพระที่น่าสนใจหลายองค์ทีเดียว เช่น พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก องค์ที่ชำรุดส่วนบนหายไปนั้น ปรากฏว่าเป็นพิมพ์ทรงเดียวกับที่ได้ที่กรุพระคอหัก แต่องค์นี้เนื้อแดงจัดกว่ามาก สวยงามดูง่ายเป็นอย่างยิ่ง.

ภาพที่ ๑๑๙
ต่อมาก็เป็นพระนางกำแพงพิมพ์ลึก ปลายยอดหักเล็กน้อย เนื้อสีแดงเข้มสวยดูง่ายมากอีกเช่นกัน พิมพ์ลึกจริง ๆ ครับ ซอกแขนทั้งสองข้างลึกลงไปกว่าหนึ่งมิลลิเมตรเลยทีเดียว ตา ปาก จมูก สะดือ เส้นสังฆาฏิมีให้เห็นครบ.


ภาพซ้ายที่ ๑๒๐
พระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ด อาทิตย์ก่อนได้มาสามแต่หักทั้งหมด วันนี้ได้มาแล้วครับไม่หัก ส่วนพระพุทธชินราชใบเสมาก็ไม่ได้มีเฉพาะกรุป่าชะอมซะแล้วละครับ กรุนี้ก็มี แต่องค์นี้มาแต่ส่วนบนส่วนล่างหายตั้งแต่ดั้งเดิม
ภาพขวาที่ ๑๒๑
เป็นพระอีกองค์ที่น่าสนใจเพราะหายากมาก ๆ พระกำแพงลีลาพลูจีบ ได้มาที่กรุป่าชะอมก่อนหน้านี้เพียงสององค์แต่เนื้อและพิมพ์ทรงสู้องค์นี้ไม่ได้เลย องค์นี้ทั้งเนื้อทั้งพิมพ์ทรงได้มาตรฐานสากลนิยมจริง ๆ กำลังหาตลับใส่อยู่ครับ สวยหายากอย่างนี้ต้องพาไปเที่ยวด้วยครับ.


ภาพซ้ายที่ ๑๒๒
อีกแล้วครับท่าน พระชำรุดเนื้อมักสวยงามกว่าเสมอ พระซุ้มกอพิมพ์เล็กมีกนก(พิมพ์ลึก)ก็บางแค่มิลเดียวเลยหักสองท่อนตอนขุด เห็นว่าเป็นพระที่ดูง่ายมาก ๆ เนื้อแดงสวยงามน่าชมเป็นยิ่งนัก ผมเลยซ่อมเก็บเอาไว้ดูเป็นตัวอย่างน่ะครับ.
ภาพขวาที่ ๑๒๓
พระซุ้มกอพิมพ์จิ๋วมีกนก


วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕


เมื่อวานนี้ก่อนกลับบ้าน พบสภาพคล้าย ๆ กับสภาพที่เคยได้ไห คือ พบฐานอะไรสักอย่าง ที่ใต้ฐานพบชั้นดินล้วนตามด้วยชั้นกรวดทราย ตามตำรา ผิดแต่ยังไม่พบก้อนอิฐสองก้อนวางคู่กันเท่านั้น วันนี้วันอาทิตย์เลยลุยหาตามจุดที่สงสัยแต่เช้าถึงเที่ยงก็ยังไม่พบอะไรนอกจากกรวดกับทราย ไม่ได้พระสักองค์ บ่ายเลยต้องเปลี่ยนแผนหาแบบเดิมดีกว่า




ภาพซ้ายที่ ๑๒๔
พระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ด สวยงามมาก ๆ
ภาพขวาที่ ๑๒๕
พระกำแพงลีลาฝักดาบ เนื้อเหลืองสวยแกร่ง สุดยอดมาก


ภาพที่ ๑๒๖
พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ พิมพ์ทรงเดียวกับกรุป่าชะอม แต่เนื้อแดงกว่ามาก


ภาพที่ ๑๒๗
พระซุ้มกอไม่มีกนกพิมพ์เล็ก ทั้งสององค์


ภาพซ้ายที่ ๑๒๘
คล้ายพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน แต่ตัดขอบเรียบและขนาดก็ใหญ่กว่าเม็ดขนุนมาก
ภาพกลางที่ ๑๒๙
พิมพ์ทรงนี้เรียกอะไรจนปัญญาจริง ๆ ได้มาหลายองค์ทั้งในไห นอกไห เกือบสิบองค์
ภาพขวาที่ ๑๓๐
พิมพ์นี้ก็สวยงามอ่อนช้อย เรียกพิมพ์อะไรครับ


วันเสาร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕




ภาพที่ ๑๓๑
องค์นี้ตอนยังไม่ได้ล้างผมนึกว่าเป็นพระยอดขุนพล ผลออกมาเป็นพระนางกำแพงสิบ ซะงั้น.


ภาพที่ ๑๓๒
อีกแล้วครับท่านหักอีกแล้ว พระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ดองค์นี้หักปลายยอดมาแต่เดิมไม่หักอีกก็บุญแล้วก็บางซะขนาดนั้น

วันนี้ช่วงเช้าได้พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ ๒ องค์ พระซุ้มกอดำพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก ๑ องค์ พระองค์นี้น่าสนใจมาก ตอนพบครั้งแรกองค์พระคว่ำหน้าติดแน่นอยู่กับเศษอิฐหัก(ภาพขวาบนคู่กับภาพรวมพระยังไม่ล้าง) ชมภาพกันครับ

ภาพที่ ๑๓๒
ภาพที่ ๑๓๓




ภาพที่ ๑๓๔
พระซุ้มกอดำพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนกองค์นี้ พิมพ์ลึกชัดเจนสวยงามมาก ลำตัวและท่อนแขนล่ำสันกำยำ หูทั้งสองข้างและไรผมปรากฏชัดเจน เส้นมณฑลรอบพระเศียรสวยงามตามตำรา ตอนนี้ผิวยังไม่ค่อยออกมันเท่าไหร่ เพราะยังไม่แห้งดีและไม่ค่อยถูกสัมผัส (บังเอิญผมไปพบพระซุ้มกอดำไม่มีกนกองค์หนึ่งคล้ายกับองค์นี้มากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ลองไปชมภาพเปรียบเทียบกันโดย กดที่นี่ ครับ)

ต่อมาเป็นนางกำแพงพิมพ์ตื้น ๔ องค์ นางกำแพงกลีบบัว ๓ องค์ ให้ชมในแบบที่พระยังไม่แห้งและไม่ได้ล้างคราบกรุกันดูบ้าง บางคนอาจจะชอบแบบนี้ ที่สำคัญพระนางกำแพงพิมพ์ตื้นมีหลังกาบหมากด้วย

ภาพที่ ๑๓๕                                 ภาพที่ ๑๓๖


ภาพที่ ๑๓๗                            ภาพที่ ๑๓๘


ภาพที่ ๑๓๙                          ภาพที่ ๑๔๐


ภาพที่ ๑๔๑
ภาพที่ ๑๔๒


ภาพที่ ๑๔๓
ภาพที่ ๑๔๔


ช่วงบ่ายบังเอิญผมนึกได้ว่า น. เคยบอกไว้ว่าไหพระมักจะอยู่ตรงมุมของฐานอะไรสักอย่าง อาทิตย์ก่อนผมมัวหาแต่ตรงกลางเพราะพบกรวดทรายตามสูตร เลยพยายามลองค้นหาเฉพาะตรงหัวมุมดูใหม่ ปรากฏว่าพบจริง ๆ ครับ ตามสูตรต้องพบก้อนกรวดก่อนต่อไปก็อิฐสองก้อน แต่ครั้งนี้ไม่มีอิฐครับ ก้อนกรวดแล้วพบปากไหเลย


ถ้าพบกองก้อนกรวดขนาดปลายนิ้วอย่างนี้แล้วละก้อ ถ่ายรูปเก็บได้เลยครับ มีไหอยู่ด้านล่างแน่ ๆ


จัดการกวาดก้อนกรวดออก ปากไหขนาดนี้ ใบใหญ่แน่ ๆ ต้องเปิดดินรอบปากไหให้กว้างพอ


เอาเศษไม้แหลม บรรจงขุดดินรอบ ๆ ไหออก


ประคองขึ้นมาอย่างระมัดระวัง อุ๊ยตาย!!!!ใบแค่เนี๊ยะ



ใบเล็กไปหน่อยครับฝาปิดก็ไม่มี เลยเปิดดูซะเลย แซะดินผสมทรายลึกลงไปประมาณหนึ่งเซนติเมตรก็พบพระนางกำแพงขาโต๊ะครับ สวยสมบูรณ์และหายาก สองอาทิตย์ก่อนได้นอกไหแต่ก็ชำรุดไม่เต็มองค์จำกันได้มั๊ยครับ องค์นี้ต้องรอให้แห้งก่อนถึงจะเอาขึ้นมาจากไหได้ เอาขึ้นตอนนี้รับรองหักแน่ ๆ


วันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

...ไม่ได้ไปกรุครับ ไปทอดผ้าป่าเพื่อขยายเสาไฟฟ้าให้ที่พักสงฆ์ทุกตป่าเลย์ไล โกสัมพีนคร กำแพงเพชร เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ได้สร้างพระเก็บซ่อนไว้ให้ผมได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้า.



พระกำแพงขาโต๊ะ หนามากไม่แห้งง่าย รอไม่ไหวเลยขอแซะดูด้านล่างก่อน หลังจากเอาดินปนทรายออกหมดแล้วจึงพบดินกรุสีขาวแข็งคล้ายปูนซีเมนต์ ต้องขูดแรง ๆ จนพบพระองค์ที่สองโดยไม่รู้ตัว ขูดเข้าเนื้อไปนิดหนึ่ง หลังจากนั้นก็ระวังมาตลอด ผมใช้วิธีเอาดินกรุบางส่วนออกเว้นดินกรุใต้พระทุกองค์ไว้พอให้องค์พระตั้งอยู่ในลักษณะเดิมได้โดยไม่ขยับเขยื่อน ปรากฏว่ามีพระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะไม่ต่ำกว่า ๙ องค์ พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน ๑ องค์ พระนางกำแพงกลีบบัว ๑ องค์ รวมทั้งนางกำแพงขาโต๊ะองค์ยอดอีก ๑ องค์ด้วย.


วันเสาร์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๕

...น.โทรมาบอกแต่เช้าว่าที่กรุทุ่งเศรษฐี ๓ เจ้าของที่ดินถางป่าเตียนไปอีกแล้ว เข้าไม่ได้ ไปรอผมอยู่ที่กรุป่าชะอมแล้ว ผมไม่ตอบว่าอะไรแต่ใจไม่อยากไปกรุป่าชะอม เพราะกรุป่าชะอมไม่มีต้นไม้ใหญ่แล้วเจ้าของที่ฟันทิ้งหมด แดดร้อนมาก ๆ ดินเริ่มแข็ง แต่ยังโชคดีที่เจ้าของที่เอากองไม้ที่ตัดไปทิ้งไว้รอบ ๆ กรุ จึงบังกรุเสียมิด เลยเข้าไปขุดได้ ผมปล่อยให้ น. ว่าไปก่อน ส่วนผมขับรถเลยไปกรุทุ่งเศรษฐี ๓ เพราะคิดว่า ถึงเจ้าของที่จะถางป่าโล่งไปแล้วก็ยังมีจุดตรงริมคลองให้หาพระได้อีก เมื่อไปถึงกรุทุ่งเศรษฐี ๓ มองเผิน ๆ จากบนถนน เขาถางป่าเตียนแล้วจริงนั่นแหละ จึงตรงไปที่ริมคลองข้าง ๆ กรุ หาตำแหน่งเหมาะได้แล้วก็ลงมือ หาอยู่นานก็ยังไม่พบสักองค์ น. โทรมาถามว่าไม่เข้าไปกรุป่าชะอมหรือ ผมตอบว่าไม่ไป. เริ่มเบื่อ ๆ เลยปีนตลิ่งขึ้นมาสูดอากาศข้างบน ก็พลันสังเกตเห็นว่า ที่เขาถางป่ามันไม่ถึงกรุนี่น่า แค่รอบ ๆ เท่านั้นที่เตียน ตรงกรุยังเป็นป่ารกทึบเหมือนเดิม ก็เลยลองไปหาที่กรุดู เพราะอาทิตย์ที่แล้วได้ไหมุมขวามือ มุมซ้ายมือก็ต้องมีเหมือนกัน ไปถึงก็ระดมขุดตามฐานไปเรื่อย ๆ ชั่วโมงเศษ ก้าวหน้าไปได้แค่ครึ่งเมตร เหนื่อยจวนจะเป็นลม ไม่ได้การกลับบ้านดีกว่า.


วันอาทิตย์ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๕

ผมโทรบอก น. แต่เช้าว่าที่กรุทุ่งเศรษฐี ๓ เขาถางป่าไม่ถึงกรุซะหน่อย แค่รอบ ๆ เท่านั้น น. ว่าเดี๋ยวถามเด็กดูก่อนเพราะให้เด็กไปดู น.ไม่ได้ไปเอง เด็กบอกว่า ก็ตอนไปดูเขากำลังตัดหญ้าอยู่ เลยคิดว่าเขาคงตัดหมดทั้งแปลง เลยบอกว่าเตียนหมด น. ว่าถ้างั้นก็เข้าไปได้เลยเดียวจะตามเข้าไป กว่าจะทำธุระเสร็จปาเข้าไปเกือบสิบโมง ผมไปถึงเด็ก ๆ รออยู่ก่อนแล้ว ช่วงเช้าได้พระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ดหักครึ่งอีกแล้วได้แต่ส่วนล่างมา ส่วนบนหาไม่พบ แต่ได้พระกำแพงลีลากล้วยปิ้ง(กลีบการเวก)สมบูรณ์ชดเชยมาให้หนึ่งองค์ นอกนั้นก็เป็นนางกำแพงพิมพ์ตื้น ๖ องค์ พระกำแพงกลีบบัว ๔ องค์ พระกำแพงนาคปรก ๑ องค์ พระเชตุพน ๒ องค์ พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ ๘ องค์ พระยังไม่ทราบพิมพ์อีก ๑ องค์ เศษพระกำแพงขาโต๊ะ ๑ องค์ ช่วงบ่าย น. มาถึงถือเบ็ดตกปลามาด้วย และไม่ได้ช่วยหาแต่เดินไปดูแถวริมคลอง สักครู่เดินกลับมาพร้อมเศษพระสามสี่ชิ้น มีเศษพระกำแพงปรกโพธิ์รวมอยู่ด้วย น. บอกว่าได้ตรงริมคลองเลยที่ผมหาเมื่อวานไปสองสามเมตร อยู๋ตรงบริเวณที่น้ำชนดินพอดี หน้าน้ำตรงนั้นน้ำจะท่วมหาพระไม่ได้ ปีก่อนมาตกปลาก็ได้ตรงนี้หลายองค์แต่สูงพ้นน้ำขึ้นไป พระจะไหลลงมาติดอยู่ตามตลิ่งมีพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ด้วย ผมคิดในใจว่าวันนี้ที่ตรงนี้ยังไม่ได้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่สักองค์เดียว ลองเปลี่ยนที่บ้างดีกว่า เหลือเวลาอีกชั่วโมง ตกลงตามนั้น พอไปถึงลงเสียมไปได้สี่ห้าครั้งก็พบพระซุ้มกอองค์แรกเนื้อออกสีดำแดง โชคดีที่เห็นเสียก่อนที่จะลงเสียมไปถูกเข้า ต่อมาก็พบองค์ที่สองสามสี่และห้า เป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ล้วน ๆ น. ได้เศษพระกำแพงปรกโพธิ์อีกแต่เป็นครึ่งล่าง และได้เศษพระอะไรอีกชิ้นเป็นครึ่งบนหักแค่คอ ลูกชาย น. หาอยู่กลางตลิ่งสูงกว่าตำแหน่งที่ผมหาอยู่ ได้พระซุ้มกอดำแต่ชำรุด ๑ องค์ ต่อมาสักครู่ก็ยื่นก้อนดินขนาดสองกำปั้นให้ผมอีก ผมรับมาดูงง ๆ อ้อ พระฝังอยู่ข้างในก้อนดิน องค์ใหญ่ทีเดียว น่าจะเป็นพระยอดขุนพล ผมอยากให้เป็นพระกำแพงปรกโพธิ์เพราะยังไม่มีกะเขาสักองค์ เห็นรากไม้ที่ติดก้อนดินมาด้วยมั๊ยครับมันฟ้องว่าไง ถ้าไม่มีมันยึดไว้ดินก้อนนี้จะแตกออกเป็นสองก้อนนะสิครับผมนำก้อนดินก้อนนั้นกลับมาบ้านทั้งก้อนโดยยังไม่ทุบเอาพระออก เหตุการณ์นี้เหมือนกับที่ผมเคยได้พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนเมื่อต้นปี ๒๕๕๕ ไม่มีผิด สถานที่เดียวกันแค่ห่างกันราวสิบเมตรเท่านั้นเอง


เมื่อเอาดินด้านหนึ่งออกพอเห็นองค์พระ งงเลยครับท่าน ไม่ใช่ทั้งพระยอดขุนพลและไม่ใช่พระกำแพงปรกโพธิ์อย่างที่อยากให้เป็น แต่กลายเป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก ซะงั้น


ภาพที่ ๑๔๕
เหตุที่โพสต์พระชุดนี้ช้าก็เพราะพระสององค์นี่ล่ะครับ สงสัยว่าพระเสียบมันจะกลับมาหลอกหลอนผมอีกแล้ว เลยเสียอารมณ์ ถ้าผมดูไม่ผิดพระสององค์นี้เป็นเรซิ่นครับ ถึงผมจะได้มากับมือตัวเอง และเห็นพระสององค์นี้ในขณะที่ยังฝังตัวอยู่ในดินด้วยซ้ำไป ผมก็มั่นใจว่าน่าจะเป็นพระหว่านล่อเหยื่อแล้วเหยื่อหาไม่พบจึงตกค้างอยู่ในดินนานมาแล้ว จนกระทั้งผมมาพบเข้า ว. คงไม่ได้แต่งนิทานหลอกผมคนเดียวแน่ ๆ คงมีคนโดน ว. หลอกมาก่อนหน้าผมแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผมจะดูอย่างละเอียดอีกที(เพิ่มเติมวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ การขุดวางท่อระบายน้ำผ่านกรุคลองไพรเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ ทำให้กรุพระคลองไพรแตก มีผู้ได้พระกรุกันไปเป็นจำนวนมากรวมทั้งผมด้วย หนึ่งองค์ในจำนวนที่ผมได้นั้นเป็นพระที่ออกมาจากแม่พิมพ์อันเดียวกับพระสององค์นี้ แต่เนื้อดูง่ายสวยงามกว่ามาก จึงสรุปว่าสององค์นี้ไม่ใช่เรซิ่นครับ)

ภาพซ้าย
องค์นี้ได้มาแต่ครึ่งบน ยังไม่ทราบว่าพิมพ์อะไร
ภาพขวา
พระกำแพงปรกโพธิ์ หรือพระกำแพงซุ้มโพธิ์ องค์หนึ่งได้แต่ท่อนล่างมา อีกองค์หนึ่งได้แต่ท่อนบนมา ต่อกันไม่ติดครับ อาทิตย์หน้าผมจะพยายามไปหาให้พบองค์สมบูรณ์ให้ได้ ผมยังไม่เคยมีมาก่อนเลยครับพิมพ์นี้.

...ท่านผู้ชมท่านหนึ่งที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกนี้และโทรมาคุยรายละเอียดและสอบถามราคากับผม พอท่านทราบราคาแล้วก็พูดว่า "นึกว่าองค์ละพันสองพัน แต่ถ้าพระกำแพงซุ้มกอราคาถูกมันก็เหมือนของหาง่ายด้อยค่า" ผมชอบใจคำพูดของท่านจริง ๆ ครับ แสดงว่าท่าน "เข้าถึง" พระกำแพงแล้ว พระกำแพงหาไม่ง่ายครับ ตามแผงพระทั่วไป ไม่ใช่โจมตีนะครับ มีแท้น้อยมาก ตามกรุ ยังมีพระหลอก พระหว่าน พระเสียบ พระไม่ถึงยุค แยกแยะไม่ออกก็ถูกหลอก หลงทางจดจำผิด ๆ ไป แล้วยังถูกตั้งกำแพงกั้นเรื่องพิมพ์ทรงจากเซียนพระตลาดใหญ่ ๆ อีกด้วย พระแท้ถึงยุคแต่ไม่ใช่พิมพ์นิยม พระพิมพ์แปลก ๆ ที่เพิ่งขึ้นมาจากกรุไม่นานเซียนยังไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จัก กลายเป็นพระเก๊พระนอกพิมพ์ไปเลย ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสที่ได้ค้นคว้าศึกษาพระกรุกำแพงเพชรมาด้วยดัวเองเพียงปีเศษนี้ ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาทำความเข้าใจกันต่อไปครับ.


๘ ธันวาคม ๒๕๕๕




พระซุ้มกอ
ภาพที่ ๑๔๖
พระซุ้มกอองค์นี้สวยมากนะครับ

พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก องค์นี้น่าสนใจมาก ลำตัวล่ำสันผึ่งผายสง่างาม ซอกแขนที่ลึก หู ตา จมูก สังฆาฏิ จีวร กำไลคอ ชัดขนาดนี้ผมไม่เคยได้มาก่อน หน้าผากมองดูคล้ายมีผ้าโผกหัวแบบฤาษีมากกว่าที่จะเป็นไรผม ผิวพระเกิดการยุบตัวไม่เรียบตึงตามแบบฉบับพระกำแพงแท้ เนื้อนุ่มมันสีแดงเข้มจนออกดำแบบเนื้อมะขามเปียก ด้านหลังเรียบ ขอบข้างถูกปาดตัดแต่งรอบทุกด้าน ถ้าจะตั้งราคาก็ต้องหลักล้าน คงไม่มีใครเช่า ต้องเลี่ยมทองคล้องคอบูชาครับสวย ๆ อย่างนี้.



ภาพที่ ๑๔๗
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก


ภาพที่ ๑๔๘
พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน ชำรุด เพราะความเสียดายเลยบรรยายไม่ถูก องค์ที่ไม่ชำรุดก็สวยสู้ไม่ได้ซะอีก เป็นพิมพ์มาตรฐานของวัดหนองพิกุลซะด้วย


ภาพซ้ายที่ ๑๔๙
พระกำแพงลีลาเชยคางข้างเม็ด มีรอยนิดตรงสะโพกน่าจะอุดได้
ภาพขวาที่ ๑๕๐
พระกำแพงลีลาพลูจีบ เนื้อแดงจัด


ภาพที่ ๑๕๑
พระกำแพงลีลากลีบจำปา สรุปว่าพระกำแพงลีลากลีบจำปา ไม่ได้ปั้นขอบให้โค้งมนเหมือนพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนหรือพระกำแพงลีลาพลูจีบ แต่จะตัดขอบลงตรง ๆ แบบพระซุ้มกอ ผมได้องค์นี้มาเป็นองค์ที่ ๔ ตัดขอบเหมือนกันหมด ยังมีพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน พระกำแพงเปิดโลกเม็ดทองหลาง พระกำแพงลีลาผักดาบอีกที่ไม่ได้ขยายภาพลงให้ดูกัน.



อาทิตย์ก่อนชาวบ้านที่แม่สอดเอาส้มสายน้ำผึ้งมาให้สองลัง ผมเอาไปฝากเด็ก ๆ ที่กรุพระด้วย ระหว่างที่กำลังหาพระบังเอิญผมนึกถึงเจ้าที่เจ้าทางขึ้นมาก็เลยเอาส้มไปถวาย ขณะที่กำลังยกถาดส้มขึ้นท่วมหัวแล้วก้มหน้าก้มตาบนบานเจ้าที่อยู่นั้น สายตาก็ไปพบกับก้อนอิฐก้อนหนึ่งฝังตัวอยู่ในดินริมตลิ่งเห็นแต่ฐานโผล่ออกมานิดเดียวดูคล้ายฐานพระซุ้มกอ เมื่อถวายส้มเสร็จลองเอาเสียมงัดออกมาดู ปรากฏว่าเป็นพระซุ้มกอจริง ๆ แต่ชำรุด เลยเก็บภาพมาให้ชมกัน ที่เห็นรูแบน ๆ นั้น เป็นทางเดินปลวกครับ.

ส่วนภาพนี้เป็นเศษพระยังไม่ทราบว่าพิมพ์อะไร น่าจะเป็นพระกำแพงซุ้มโพธิ์หรือพระโพธิบัลลังก์ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นศิลปะที่งดงามมาก เลยลงภาพให้ชมกัน.


วันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๕




วันนี้ไปหาพระที่กรุเดิมครับ แต่ลองย้ายตำแหน่งใหม่จะได้ศึกษาความหลากหลายไปด้วย ผมเลือกเอาจุดที่เคยเป็นทางเดินริมคลองเพราะได้ข่าวว่าเจ้าของบ้านหลังที่อยู่ถัดไปด้านในขอร้องนักขุดพระกรุรุ่นก่อนว่า อย่าขุดพระตรงนี้ขอเอาไว้เป็นทาง(ลัด)เดินเข้าบ้าน ต่อมามีรถยนต์ใช้เดินทางสะดวกถึงจะอ้อมหน่อยแต่ก็ไม่ต้องผ่านที่ดินผู้อื่น จึงเลิกอาศัยผ่านทางลัดตรงนี้แล้ว ปรากฏว่ามีพระองค์หนึ่งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง องค์ด้านล่างนี้ครับ.

พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก

พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก



ภาพที่ ๑๕๒
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก

...พระองค์นี้ทำให้ผมต้องแก้ไขหน่วยความจำของผมเสียใหม่ คือที่ว่าพิมพ์ใหญ่น่ะ ใหญ่จริง ๆ ครับ ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่ามีพระซุ้มกอองค์ใหญ่ขนาดนี้ด้วย ราวเดือนก่อนได้มาองค์หนึ่งใหญ่เท่ากันแต่บางกว่ามาก แต่พิมพ์ทรงและเนื้อไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แถมชำรุดอีกด้วย เลยคิดว่าเป็นพระพิมพ์ล้อเรียนทำขึ้นมาเล่น ๆ ผมเลยไม่ได้สนใจจะกล่าวถึง อ้อ ! ลืมบอกขนาดของพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกองค์นี้ไปครับ พระองค์นี้กว้าง ๒๐ มิล สูงถึง ๓๑ มิล และส่วนที่หนาที่สุด ๘ มิล สรุปว่าที่ผ่านมาผมได้พระซุ้มกอใหญ่สุดแค่พิมพ์รองเท่านั้นเอง.

...ว่ากันเรื่องขนาดไปแล้ว มาดูเรื่องเนื้อเรื่องพิมพ์ทรงกันบ้าง ท่านว่าไว้ว่าพระกำแพงซุ้มกอต้องมีราดำ ต้องมีจุดแดง ๆ ของแร่ดอกมะขามปรากฏอยู่ทั่วไป เนื้อพระฝั่งทุ่งเศรษฐีต้องเป็นดินกรองละเอียดไม่มีกรวดทรายเจือปนแม้แต่เม็ดเดียว พระเก่าผิวต้องไม่เรียบตึงต้องมีการยุบตัวหดตัวให้เห็น องค์พระซุ้มกอต้องล่ำสัน ผึ่งผาย สง่างาม ซอกแขนที่ลึก บัวเล็บช้างดอกกลางต้องใหญ่สุดสูงเด่นขึ้นไปรองรับตรงปุ่มข้อเท้าพอดี นิ้วเท้าทั้งสองข้างต้องปรากฏและงอนขึ้นเล็กน้อย มือขวาทับมือซ้ายที่มีนิ้วหัวแม่มือด้วย ลายกนกขวามือเราเหมือนพญานาค มณฑลรอบพระเศียรรูปดอกบัวสวยงามจรดลงที่หัวไหล่ทั้งสองข้างพอดี มวยผมเป็นรูปดอกบัวตูมศิลปะแบบลังกา ลองดูพระองค็นี้นะครับผมว่ามีครบ
ภาพที่ ๑๕๓
ที่เขาว่ากันว่าพระซุ้มกอมี ๓ พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก แล้วที่เห็นนี้หมายความว่าอะไรครับ


วันอาทิตย์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕

...วันนี้ไม่ได้นัดเด็ก ๆ เพราะเงินผมหมดคลังเป็นสปอนเซอร์ไม่ได้ สาย ๆ เด็กคงจะโทรมาตามแต่เราไม่ไปก็คงจะกลับกันเอง บ่ายเราค่อยแอบไปดูคนเดียวจะได้ไม่ต้องจ่ายตังค์ ผิดคาดครับ บ่ายโมงเศษ ๆ ผมไปถึงเด็ก ๆ นั่งขุดกันอยู่แล้ว ที่เซอร์ไพรส์มากที่สุดก็คือ พี่ ว. (ไม่ใช่น้อง ว.) รุ่นพี่ที่ทำงานเดิม นั่งอยู่ด้วย เด็ก ๆ มันคิดเร็วกว่าผมอีกนะนี่ คงจะรู้ว่าผมหมดตังค์แล้วเพราะเมื่อวานผมจ่ายน้อยกว่าปกติมาก เลยหาสปอนเซอร์คนใหม่แทนผม แท้จริงแล้วผมก็บอกให้พี่ ว. มาหาพระที่นี่นานมาแล้วแต่แกไม่ยอมมา อาจไม่แน่ใจว่าพระที่ผมได้มานั้นได้มาจากกรุจริงหรือไม่ เพราะบางคนในที่ทำงานยังพูดกับแกเสมอว่า ผมโดนหลอก ทักทายกันพอสมควรผมก็ขอแบ่งขุดดินยกไปนั่งหาคนเดียวอีกมุมหนึ่ง วันนี้ได้พระร่วงนั่งหนึ่งองค์ นางกลีบบัว(เนื้อสวยมาก)อีกหนึ่งองค์ เย็นกลับแม่สอดไม่ไหวปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลยต้องกลับตอนเช้าวันจันทร์.
ภาพที่ ๑๕๔


วันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๕





วันนี้ซ้ำที่เดิมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หวังจะได้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่อีก ได้ผลเกินคาดครับได้มาถึงสององค์ที่เดียว แต่เมื่อล้างคราบกรุออกแล้วพบว่าเนื้อสององค์นี้สู้องค์ก่อนไม่ได้เลย.

...วันนี้ได้พระกำแพงลีลาทุ่งเข็มมาด้วย พระองค์นี้ผมเห็นอยู่ด้านหลังที่ผมนั่งมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ผมคิดว่าเป็นก้อนกรวดยาว ๆ ที่เคยพบบ่อย ๆ จึงไม่ได้สนใจจะหยิบมาดู พอกินข้าวกลางวันเสร็จผมวางกล่องข้าวไว้ใกล้ ๆ ที่พระองค์นี้อยู่ มดง่ามมันเลยมารุมเต็มไปหมด จึงต้องเก็บไปทิ้งห่าง ๆ และต้องกวาดตัวมดง่ามทิ้ง บังเอิญกวาดไปถูกพระองค์นี้หงายหน้าขึ้นมาจึงมองเห็นลวดลาย เลยหยิบมาดู ผมร้อง เฮ้ย ทุ่งเข็มนี่หว่า เด็ก ๆ ขอไปดูบ้างเพราะไม่เคยรู้จักพิมพ์นี้มาก่อน แถมเถียงผมเสียอีกนะว่าไม่ใช่พระ กรวดก้อนต่างหาก หายากครับพระพิมพ์นี้เพราะองค์เล็กนิดเดียวถึงจะยาวก็เถอะ ไม่ถูกเสียมหักก็หลุด(หาไม่พบ) ผมได้องค์นี้เป็นองค์แรกเลยนะครับ.



วันอาทิตย์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๕



วันนี้ไม่มีคำบรรยาย ขี้เกียจแม้กระทั้งจะล้างพระยอดขุนพลอีกสององค์ที่เหลือ


วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๕




ภาพที่ ๑๕๕

...ส่งท้ายปีเก่ากันด้วยพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก ขนาดกว้าง ๒๐ สูง ๓๐ ส่วนที่หนาที่สุด ๘ มิลลิเมตร เป็นพระที่ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกับสามองค์ที่แล้ว แต่องค์นี้เนื้อสีดอกพิกุลแห้ง ที่สำคัญตรงลายกนกรูปคล้ายพญานาค ปรากฏลูกบอลเต็มใบชัดเจนมาก ตอนที่ได้สามองค์แรกผมคิดว่าพิมพ์นี้ไม่มีลูกบอลด้วยซ้ำ เมื่อได้พระองค์นี้จึงพบว่าสามองค์ที่แล้วก็มีลูกบอลเพียงแต่ติดไม่ชัดเท่านั้น บางองค์ไม่ติดเลย บางองค์ก็ติดครึ่งเดียว.

...ปี ๒๕๕๕ เป็นปีแห่งการหาพระของผม หมดไปแล้วพร้อมกับกะตังค์ในคลังก็หมดไปด้วย เห็นทีปี ๒๕๕๖ ต้องชะลอการขุดไว้ก่อน แล้วหาทุนด้วยการเปิดเว็บให้เช่าพระแทน แถมปลายเดือนมกราคม ๒๕๕๖ ผมต้องเข้าโรงเรียนอบรมหลักสูตรนักบริหารงานที่ดินระดับสูง(นทส.)ที่บางขุนเทียนอีกสองเดือนกว่า เวลาว่างคงไม่มี ต้องรอติดตามกันตอนต่อไปครับ.

--------------------------------------------------------------------------------------------------

จบภาคสอง

--------------------------------------------------------------------------------------------------

บันทึกพระกำแพงภาค ๓
๗ มกราคม ๒๕๕๖

บังเอิญเหลือเกินวันนี้มีผู้ใจดีออกทุนค่าขุดพระให้ ประกอบกับ น. โทรมาชวนแต่เช้า ที่ว่าจะไม่ไปก็เลยต้องเปลี่ยนใจ แต่ถ้าไม่ไปก็เสียดายแย่ เพราะอะไรลองดูพระที่ได้วันนี้สิครับ

ภาพที่ ๑๕๖
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก เนื้อแดงจัดทีเดียวแร่ดอกมะขามเต็มไปหมด เป็นพระที่ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันกับชุดที่ได้มาสี่องค์เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อน


ภาพที่ ๑๕๗
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกพิมพ์วัดพิกุล

มีหลายท่านติดต่อเข้ามาขอให้ตั้งราคาพระองค์นี้ ผมก็ขอบอกตามตรงว่าจริง ๆ แล้วยังอยากจะเก็บพระองค์นี้ไว้ชื่นชมก่อน เพราะพิมพ์นี้ผมได้มาเพียงองค์เดียวเท่านั้น


ภาพถ่ายจากด้านล่างและด้านบนพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกวัดพิกุล ภูมิปัญญาของคนยุคก่อน เขาสามารถทำให้ใต้ฐานพระมีสีสันที่แตกต่างกับด้านบนได้อย่างสวยงามลงตัว

...แถวบนองค์ที่สองจากซ้าย องค์นี้แหละครับที่ว่า ถ้าไม่ไปก็เสียดายแย่ จะไม่เสียดายได้ไง ก็เพราะเป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกพิมพ์วัดพิกุลน่ะสิครับ ไม่ใช่จะหาพบกันได้ง่าย ๆ ผมไม่ได้ไปขุดพระที่กรุวัดพิกุลนะครับแต่ก็ยังได้พิมพ์วัดพิกุลมา และผมก็ไม่แปลกใจด้วยครับเพราะที่ผ่านมาผมก็พบพิมพ์ของกรุคลองไพรไปปรากฏอยู่ในกรุป่าชะอม พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนองค์สีสวย ๆ หักท่อนล่างที่ได้มาเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๕ นั่นก็พิมพ์มาตรฐานของวัดพิกุล ผมก็พบที่กรุเดียวกันนี้ แล้วที่ผมขุดอยู่นี่ก็ห่างจากวัดพิกุลไม่ถึงกิโลเมตร ทำไมจะมีพิมพ์วัดพิกุลไม่ได้.

...พระองค์นี้มีขนาดมาตรฐานของพิมพ์ใหญ่ คือ ๒๐*๓๐*๘ มิลลิเมตร มีถึงสี่โทนสี คือ สีชมพูเป็นส่วนใหญ่ เทา ดำ และสีเหลืองดอกพิกุลแห้ง ราดำเป็นเส้นฝอยเล็ก ๆ คล้ายรากไม้ปรากฏอยู่ทั่วไปต้องใช้กล้องขยายถึงจะมองเห็นได้ ภาพถ่ายก็ถ่ายได้ไม่ดีเท่าที่ควรเพราะพื้นพนังอยู่ลึกมาก กล้องของผมก็เป็นแบบซูมอัตโนมัติมันก็ซูมแต่ส่วนที่สูงที่สุดคือชัดแต่องค์พระ ส่วนที่ลึกลงไปที่พื้นผนังซึ่งมีราดำอยู่มันจึงเบลอ ๆ มาดูด้านหลังของพระองค์นี้กันบ้าง เป็นหลังเรียบแต่เต็มไปด้วยหลุมยุบตัวหดตัวแบบสังขยา ต้นแบบของพระสมเด็จวัดระฆัง ที่ว่าเป็นพิมพ์วัดพิกุลเขาดูตรงไหนกันนะ ผมก็ขอบังอาจบอกว่า ให้ดูที่เปลือกตาหรือบางคนว่าคิ้ว วัดพิกุลจะมีเปลือกตาหรือคิ้วซ้ายข้างเดียว ส่วนข้างขวาต้องไม่มี ลูกตาต้องเป็นรูปวงรีนูนเด่นชัด ไม่กลมดุดันเหมือนวัดพระบรมธาตุ ไรผมเป็นเส้นโค้งขึ้นมาจากหูทั้งสองข้างมาจรดกันกลางหน้าผากเป็นมุมรูปคล้ายหัวใจ พระเกศจะต้องเหมือนดอกบัวตูมสั้น ๆ เส้นสร้อยคอจะต้องมีและชัดเจน

วันเสาร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๖

...วันเด็กครับ ลูกสาวผมโตแล้วเลยไม่ต้องพาไปงานวันเด็ก แต่กลับต้องพาเด็ก(โข่ง)ที่ทำงานไปชมการขุดพระกรุแทน....สาย ๆ วันเสาร์ เด็ก ๆ ไปถึงกำแพงแล้ว ผมจึงโทรหา น. ปรากฏว่า น.อยู่หลังวัดบรมธาตุนครชุม บอกผมว่า วัดบรมธาตุขุดพื้นรอบเจดีย์เอาไปทิ้งอีกแล้ว ผมเลยต้องแวะเข้าไปดูก่อน สังเกตุดูกองดินที่เอาไปทิ้งไว้หลังวัด ผมเห็นมีแต่แผ่นปูนแตกกับทรายไม่ค่อยมีดินเพราะยังขุดไม่ลึก ยังไม่น่าสนใจ แถมอยู่กลางแจ้งแดดค่อนข้างแรง สาว ๆ คงไม่ชอบแน่ ผมจึงพาเด็กไปที่กรุเดิม.

...เมื่อไปถึง ผมเลือกตำแหน่งที่เคยได้พระค่อนข้างถี่ให้เด็ก ๆ ลงมือหาพระกัน สำหรับผมเองเลือกตำแหน่งที่เคยได้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ ได้ผลครับไม่ถึงสิบนาทีผมยังบอกวิธีหาพระไม่เสร็จด้วยซ้ำ เด็ก ๆ ก็ได้พระองค์แรกเป็นนางกำแพงกลีบบัวที่ขึ้นมารับแขกและช่วยให้ผมไม่ต้องเสียหน้า ตื่นเต้นกันใหญ่ เวลาผ่านไปราวชั่วโมงเศษ เด็ก ๆ ได้พระรวมกันถึง ๔ องค์เป็นนางกำแพงล้วน ๆ ผมซะอีกกลับไม่ได้เลยสักองค์ เลยเที่ยงเล็กน้อยจึงพักกินข้าวกลางวันกันที่กรุเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศกินในแบบของผมกันดูบ้าง.

...เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสความหลากหลายในอรรถรสการหาพระ ช่วงบ่ายผมจึงชวนย้ายที่ไปอีกตำแหน่งหนึ่งห่างออกไปประมาณ ๔๐ เมตร ตรงที่ผมเคยได้ไหใบเล็ก ๆ ถึงบ่ายสามได้พระเพิ่มมาอีก ๗ องค์ เป็นนางกำแพงล้วนอีกเช่นเดิม จากบ่ายสามจนถึงห้าโมงเย็นได้ซุ้มกระรอกกระแตเพิ่มอีกองค์เดียวแถมหักอีกด้วย.



วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๖
นิยายข้างวัดบรมธาตุ

...เด็ก ๆ กลับแม่สอดกันไปแล้วตั้งแต่เย็นวาน วันนี้ผมเลยฉายเดี่ยว แหกขี้ตาออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนแปดโมง ดิ่งไปวัดบรมธาตุนครชุม ไปถึงน้ำค้างยังไม่ทันแห้ง ผมเลือกดินกองสุดท้ายที่อยู่ด้านในสุดเพราะคนมองไม่ค่อยเห็นดี อายเขานะครับเห่อมาแต่เช้ายังไม่มีใครเลยนอกจากเด็กเล็ก ๆ สามสี่คนที่มาเล่นกันอยู่แถวนั้น
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา สามล้อแดงคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดในซอยข้าง ๆ ที่ผมหาพระอยู่ เด็กสามสี่คนนั้นวิ่งเข้าไปหา เสียงคุยกันแว่ว ๆ พอได้ยินว่า ให้เด็กเอาพระไปปล่อยองค์ละร้อยโดยบอกว่าได้มาจากกองดินแถวนี้

...เก้าโมง น. มาถึงเป็นคนที่สอง แบกร่มใหญ่มาด้วย ปักร่มเสร็จยังไม่ทันเริ่มหาพระ เด็กพวกนั้นก็เฉียดเข้ามาใกล้ เอาพระให้ดูบอกได้มาแถวนี้ปล่อยองค์ละร้อย น. ดูพระแล้วหัวเราะส่งต่อมาให้ผม เป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่วัดบรมธาตุเนื้อออกสีชมพูพิมพ์คมชัดมาก ผมไม่พูดอะไรส่งพระคืนให้ น. คืนต่อให้เด็กอีกทีพร้อมกับบอกว่า สวยจริง ๆ ไปได้มาจากตรงไหนเนี่ย เยอะแยะเชียว

...สายแล้วแดดเริ่มร้อน นักขุดพระก็เริ่มทยอยมากันหลายคนแล้ว ทุกครั้งที่มีคนมาเด็กกลุ่มนั้นก็จะเฉียดเข้าไปหาแล้วบอกปล่อยพระอย่างเดียวกันทุกรายไป แปดเก้ารายผ่านไปแล้ว รายสุดท้ายได้ข่าวว่าเป็นครูโรงเรียนที่เด็ก ๆ กลุ่มนั้นเรียนอยู่นั้นแหละ เดินเข้ามา เด็กก็เข้าไปบอกปล่อยพระเหมือนเคย ครูหยิบพระมาดู แล้วพูดเสียวดังว่า เฮ้ย ! พระอะไรของพวกมึงวะเนี่ย ห่อมาเป็นกองเชียว ใครจะซื้อของพวกมึง ไอ้โง่ มันต้องเอาใส่กระเป๋ามาแค่องค์เดียวก่อน ขายได้แล้วค่อยไปเอาองค์ใหม่มา แล้วทีหลังมึงเอาพระไปชุบน้ำแล้วคลุกทรายมาก่อนด้วยนะ ไอ้ห่า ใครสั่งใครสอนพวกมึงวะเนี่ย พอครูพูดจบก็ฮากันตรึม ครูไม่เคยละทิ้งหน้าที่ครูเลยจริง ๆ

...มาที่กระทาชายนายหนึ่ง มาถึงก็เข้ามานั่งใกล้ ๆ กับ น. คงจะรู้จักกันอย่างดี บอกว่า ไม่มีพระหร๊อก แกจำไม่ได้รึไง พื้นตรงที่เขาขุดเอามาทิ้งเนี๊ยะ ก็ที่พวกเราเอาทรายมาก่อวันเข้าพรรษากันไง พี่ ท.(พี่ของ น.)ตอบแทน เหรอจำไม่ได้แล้วไม่ใช่คนแถวนี้ ชายคนนั้นเถียง เอ๊ะ แกจะจำไม่ได้ยังไงก็แค่ยี่สิบปีที่แล้วเอง
ส่วนอีกสองชายที่นั่งอยู่ถัดไป ก็คุยกันพอได้ยินว่า เออ ไอ้พื้นปูนที่รื้อออกมาทิ้งเนี่ยเพิ่งสร้างเมื่อสามสี่ปีก่อนเองไม่ใช่รึ ยังดีอยู่เลยทำไมรื้อเร็วจริง แล้วก็ขุดไม่ลึกจะมีพระรึนี่ อีกคนตอบ มันน่าจะมีบ้างนะ สมัยก่อนรถไถดันดินแถวหน้าโบสถ์มาไว้ตรงนี้เพราะติดโคนต้นตาล ดันต่อไปไม่ได้

...ชายกลุ่มถัดไปเสริม เออ ไม่มีพระหร๊อก ตรงที่เขาขุดมาทิ้งเนี่ย เดิมเป็นบ่อลึกมากต้องชะโงกหน้ามองจึงเห็นก้นบ่อ ดินนี่เขาเอามาถมใหม่ทั้งนั้น เชื่อผมเถอะ.
ส่วนผมก็นั่งหาพระไปด้วยฟังเก็บข้อมูลไปด้วย จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ผมว่าคนที่อ้างถึงโคนตาลน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะผมจำได้ว่าเคยเห็นภาพถ่ายเก่าบริเวณนี้มีต้นตาลอยู่หลายต้นจริง ๆ

...เกือบเที่ยงแล้วแดดร้อนมาก น. ได้นางกำแพงหักมาครึ่งองค์ เก่าดูง่ายถึงยุคแน่ ๆ ส่วนคนอื่นไม่รู้ได้กันบ้างหรือเปล่า ป่วยการไปถามเพราะต้องปิดบังแน่ ๆ เหมือนที่ผมได้นางกำแพงกลีบบัวมาหนึ่งองค์(องค์ที่วางตะแคงอยู่ด้านขวาเม็ดขนุน)ก็พูดไม่ได้เพราะถ้าพูดดินตรงนั้นจะถูกแย่งขุดจนไม่มีที่จะนั่งอีกต่อไป ผมเห็นว่าตั้งแต่เช้าจนเกือบเที่ยงได้พระเพียงองค์เดียว ดินกองที่หาก็เกือบหมดแล้ว จึงเปลี่ยนใจไปหาที่กรุประจำของผมดีกว่า.

...ไปนั่งกรุเดิมได้พักเดียว น. ก็ตามมา บอกว่า ดินกองนั้นหมดแล้ว รถบรรทุกยังไม่ยอมเอาดินมาใหม่มาทิ้งซะทีไม่รอแล้ว ครึ่งวันที่เหลือตรงนั้นได้พระถึง ๑๗ องค์ มีอยู่องค์หนึ่งยังไม่ได้เอาออกจากก้อนดิน.





วันเสาร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๖
จุดใต้ตำตอ

...วันนี้กว่าจะเคลียร์ปัญหาทางโทรศัพท์ให้เด็กที่สำนักงานจบ ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง ลองแวะไปดูที่วัดพระบรมธาตุนครชุมสักหน่อยท่าจะดีเผื่อมีการขุดดินมาทิ้งใหม่อีก พอไปถึงก็พบ น. กำลังนั่งคุยกับนักขุดพระสองสามคนอยู่ก่อนแล้ว ผมดิ่งเข้าไปร่วมวงทันที น. บอกว่าสี่ห้าวันที่ผ่านมารถบรรทุกดินหน้าโบสถ์มาทิ้งห้าเที่ยว ได้นางกำแพงกลีบบัวไปคนละองค์สององค์ บังเอิญคนงานในวัดได้พระยอดขุนพลไปองค์หนึ่ง เลยไม่ยอมเอาดินมาทิ้งง่ายแอบหาพระกันก่อนเอามาทิ้ง พวกเราเลยต้องมานั่งรอกันอยู่เนี่ยไม่รู้จะเอาออกมาตอนไหน.
อาทิตย์ที่แล้วผมกะว่าจะชวน น. ไปดูกรุฤาษีแต่บังเอิญไม่ว่าง จังหวะที่รอดินยังไม่มาก็เลยลองชวนไปดูอาทิตย์นี้ น. ตกลง.

...กรุฤาษี อยู่ห่างจากวัดพระบรมธาตุนครชุมไปทางตะวันตกเฉียงใต้แค่ไม่ถึงกิโลเมตร สภาพเป็นบ่อน้ำเต็มไปด้วยต้นอ้อรกรุงรัง เนื้อที่ประมาณด้วยสายตาเป็นร้อยไร่ น. เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนคนที่รับเหมาถมดินเอารถแบ็กโฮขุดตรงที่เป็นที่ตั้งเจดีย์ใหญ่เอาทั้งดินทั้งเจดีย์ใส่รถบรรทุกไปหาพระที่บ้านพอหาพระเสร็จแล้วก็เอาดินไปถมที่ ได้สองต่อ ส่วนตรงที่เป็นวิหารก็ถูกสร้างตึกทับไปหมด ต่อมาไม่นานเจ้าของตึกก็ตายเลยทิ้งร้างมานานหลายปี ผมนึกถึงกรุตาลดำขึ้นมาทันที ถาม น. ว่า ยังงั้นที่กรุตาลดำก็โดนเหมือนกับที่นี่นะสิ น.ยิ้มแห้ง ๆ ตอบว่า โดนเหมือนกัน.

...เราสองคนแหวกต้นอ้อลุยหนามไมยราบเล็กเข้าไปดูหลุมเก่าที่ น. เคยมาขุดเมื่อหลายปีก่อน น. เล่าให้ฟังว่า ด้านบนเป็นลูกรังถมใหม่ลึกมากกว่าจะถึงพื้นเดิม ในบ่อน้ำก็ลึกขุดไม่ได้ ต้องขุดที่ขอบบ่อ พระที่นี่จะเป็นพิมพ์ใหญ่ ฟอร์มสวย มีหู หน้าตาชัดเจน เนื้อแกร่ง ที่ดัง ๆ อย่างเจ้าเงาะ ก็ขึ้นจากที่นี่ ผมดูสภาพกรุแล้วเกินกำลัง เลยชวน น. กลับไปที่วัดพระบรมธาตุนครชุม.

...กลับไปถึง ดินก็ยังไม่มา เลยเข้าไปนั่งคุยกับนักขุดพระชุดเดิมต่อ ลุงคนหนึ่งขอดูพระที่คอผม บอกว่าเหมือนของลุงเลยแต่ของลุงมีกำไล อยู่ที่บ้านเดี๋ยวไปเอามาให้ดู ลุงคว้าจักรยานไปแป๊บเดียวก็กลับมายื่นพระให้ผมดู พอผมจรดกล้องก็หน้าหงายเลยครับ ซุ้มแกะชัด ๆ ผมคืนพระให้ลุงโดยไม่พูดอะไร ลุงเล่าต่ออีกว่า ผมเก็บแต่พระสวย ๆ ที่ไม่สวยไม่เก็บ เลยมีไม่มาก ต้องคนที่มาจากตากนั่นสิได้ไปเยอะ เขาจ้างคนขุดจ่ายนิดหน่อยแต่เอาไปปล่อยองค์ละสองหมื่น ๆ ผมชักสงสัยใครมาจากตาก ผมเลยถามลุงไปว่า ชื่ออะไรนะที่มาจากตาก
ลุงว่า ไม่รู้ รู้แต่ทำงานที่ดิน ผมยิ่งสงสัยใหญ่ ถามอีกว่า รูปร่างเป็นไง ลุงตอบว่า อ้วน ๆ ขาว ๆ หัวล้าน ๆ ผมแอบขำ นึกในใจ ตูเองนี่หว่า.

...ผมนั่งอีกสักพักเกือบบ่ายสองแล้วเห็นท่าดินชุดใหม่ไม่มาง่ายแน่ ๆ ลองชวน น. ไปกรุเดิมแต่ย้ายจุดใหม่เลยจุดเก่าไปราวห้าเมตร ได้พระที่สมบูรณ์มารวม ๑๑ องค์ อยู่ในก้อนดินยังไม่ได้เอาออกอีก ๒ องค์ ส่วนนางกลีบบัวองค์ล่างขวาสุดนั้น อ.(ลูกของ น.) ได้มาจากวัดบรมธาตุเมื่อสามสี่วันก่อน.


ภาพด้านบนนี้เป็นพระที่ได้วันนี้และยังไม่ได้ล้าง องค์ซ้ายมือล่างสุดน่าสนใจมากเมื่อล้างแล้วออกมาเป็นองค์ด้านล่างนี้ครับ
พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกวัดพระบรมธาตุนครชุม

ภาพที่ ๑๕๘
พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกวัดพระบรมธาตุนครชุม





...พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกองค์นี้ มีขนาดกว้าง ๒๒ สูง ๓๐ และส่วนที่หนาที่สุด ๘ มิลลิเมตร เนื้อเป็นสีแดงมะขามเปียกทั่วทั้งองค์ ราดำเยอะมากมีทุกด้านแม้แต่ขอบข้าง เนื้อยุบย่นบ่งบอกถึงอายุได้เป็นอย่างดี องค์พระล่ำสันบึกบึนหน้าตาดุดันเพราะเป็นพิมพ์ของวัดพระบรมธาตุนครชุม
ตำหนิของพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกวัดพระบรมธาตุนครชุม (เฉพาะแม่พิมพ์นี้เท่านั้น) ให้ดูที่
๑. จุดกลมไข่ปลาหรือบางท่านเรียกลูกบอลอยู่ทางด้านขวามือเรา ถ้าเป็นพิมพ์ใหญ่จะมี ๓ จุด
จุดแรกอยู่ในลายกนกที่ระดับจมูก
จุดที่สองต่ำลงมาอยู่ด้านขวาของลายกระนกรูปตัว S ที่ระดับหัวไหล่
และจุดที่สามต่ำลงมาอีกอยู่ด้านขวาของลายกนกที่ระดับกลางท่อนแขนซ้าย
๒. จุดกลมไข่ปลาใต้ใบหูขวาด้านนอก
๓. จุดกลมไข่ปลาข้างปลีผมด้านขวามือเรา
๔. จุดกลมไข่ปลาเหนือบัวเล็บช้างดอกที่สองนับจากดอกขวาสุดเข้ามา(ถ้าเป็นแม่พิมพ์อื่น จุดไข่ปลาจะเปลี่ยนตำแหน่งไปแต่จะอยู่ที่ใกล้เคียงกับที่เดิม เช่น จากด้านนอกใบหูขวาด้านบนจะย้ายไปอยู่ด้านในหูขวาด้านล่าง หรือข้างกนกด้านขวาจะย้ายไปอยู่ข้างกนกด้านซ้าย เป็นต้น)
๕. ถ้าเป็นพิมพ์ใหญ่ (ขอเน้นว่าเฉพาะแม่พิมพ์นี้) ต้องมีความกว้าง ๒๒ มิลไม่ขาดไม่เกิน (รวมเนื้อเกินทั้งสองข้าง ๆ ละมิลแล้ว ถ้าไม่มีเนื้อเกินจะกว้าง ๒๐ มิล)
๖. ลำแขนขวาจะต้องใหญ่อย่างยิ่ง



เกมส์จับผิดภาพกำลังฮิต ลองดูดินสามก้อนนี้นะครับ มีพระอยู่ก้อนละองค์ หาให้พบนะครับ

วันอาทิตย์ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๖

กลับแม่สอดตั้งแต่หกโมงเช้า ฯพณฯ นายกหญิง มาแม่สอดครับ ต้องไปต้อนรับเขาหน่อย เจ้านายโดยตรงลำดับที่หนึ่ง

วันเสาร์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๖




...วันนี้เป็นการขุดพระปิดท้ายก่อนที่ผมจะต้องไปเข้าโรงเรียนหลักสูตรนักบริหารงานที่ดินระดับสูง(นทส.)ที่บางขุนเทียนเป็นเวลาสองเดือน เป็นการปิดท้ายที่สวยงามทีเดียว เพราะวันนี้ได้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มาถึง ๖ องค์ องค์ที่อยู่ขวาสุดของแถวบนและแถวถัดลงนั้นได้บริเวณหน้าโบสถ์วัดพระบรมธาตุเสียด้วย ที่ได้พระสององค์นี้มาเป็นเพราะความผิดพลาดของคนขับรถบรรทุกดินแท้ ๆ ดันฟังคำสั่งมาผิดทางวัดเขาให้ขุดแล้วเอาไปกองไว้ในวัด ดันเอามาเททิ้งนอกรั้วหน้าวัด พวกเราจ้องกันตาเป็นมันอยู่แล้ว พอเห็นเป็นดินหน้าโบสถ์ก็รีบเข้าไปรุมกันแป๊บเดียวหมดกอง ตอนบ่ายย้ายไปที่กรุประจำได้พระเพิ่มอีกจำนวน ๒๕ องค์ ผมแบ่งให้พี่เตี่ยที่ขอไปดูการขุดพระด้วยไปแล้ว ๓ องค์ จึงปรากฏภาพเพียง ๒๔ องค์รวมทั้งที่ยังอยู่ในก้อนดินด้วย.
ภาพที่ ๑๕๙
องค์นี้เป็นพระองค์ที่อยู่ในก้อนดินครับ แกะออกมาแล้วผมว่าไม่ค่อยสวยเท่าไหร่


ภาพที่ ๑๖๐
จากภาพรวมพระที่ยังไม่ได้ล้างคราบกรุ แถวบนจากซ้าย องค์ที่ ๑ เป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก (๒๐*๓๐*๘) พระองค์นี้สวยสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ผมเคยได้มา เพราะไม่มีจุดใดที่ชำรุดเสียหายเลย แถมมีเนื้อเกินที่ขอบด้านบนอีกต่างหากทำให้ขอบตรงนั้นใหญ่กว่าปกติจึงแข็งแรงไม่แตกหักง่าย เนื้อหาพิมพ์ทรงก็ถูกต้องตามตำรา ผมเลยนิมนต์ขึ้นคอเป็นการประจำไปแล้วล่ะครับ.


แถวบนจากซ้าย องค์ที่ ๒ ก็ธรรมดาไม่มีอะไรเด่นนัก


แถวบนจากซ้าย องค์ที่ ๓


แถวบนจากซ้าย องค์ที่ ๔ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก องค์นี้น่าสนใจครับ เพราะเป็นพิมพ์ของกรุฤาษี เป็นอีกพิมพ์หนึ่งที่พบในกรุเดียวกันนี้ หลังจากที่พบพิมพ์ของวัดพิกุล พิมพ์ของวัดบรมธาตุ มาก่อนหน้านี้แล้ว ปรากฏการณ์นี้ก็น่าจะสรุปได้ว่าในกรุหนึ่งอาจมีพระพิมพ์ของวัดอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย น่าจะเป็นที่มาของคำโบราณคำว่า "พระฝากกรุ" ที่เราคุ้น ๆ หูกันนั่นแหละครับ


แถวบนขวาสุด พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก องค์นี้ยิ่งน่าสนใจเพราะเป็นพระที่ได้จากการขุดดินหน้าโบสถ์วัดบรมธาตุนครชุมเพื่อทำพื้นใหม่ ที่น่าสนใจก็คือคราบดินกรุที่ติดมากับองค์พระ เป็นคราบที่เก่าแก่มาก มีลักษณะเป็นผงเนื้อละเอียดสีน้ำตาลแกมเหลือง คล้าย ๆ ผงยานัดน่ะครับ ลองชมภาพพระของเว็บไซต์เพื่อนบ้านที่มีลักษณะใกล้เคียงกันโดย กดที่นี่

------------------------------------------------------------------------------------------------------------


------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บันทึกพระกำแพงภาค ๔
กรุแตกที่คลองไพร

...ห้าเดือนเต็ม ๆ ที่ผ่านมา ผมมีโปรแกรมเรียนทุกเสาร์-อาทิตย์ เลยไม่ได้ไปขุดพระเสียนานจนเกือบจะลงแดงตาย ตอนนี้ปิดเทอม มหา”ลัยเขาให้หยุดสองอาทิตย์ ประกอบกับเป็นช่วง ”ปลายฝนต้นหนาว” พอดี เหมาะแก่การขุดพระเป็นอย่างยิ่ง ดินกำลังนิ่มพอดี ไม่อ่อนไม่แข็งเกินไป อากาศก็เริ่มเย็น แดดก็ไม่ร้อนมาก ผมเลยโทรหา น. ถามไถ่ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ น. บอกว่าเทศบาลนครชุมกำลังขุดดินวางท่อระบายน้ำริมถนนสายนครชุม - ราชภัฏ ขุดเกือบถึงกรุคลองไพรแล้วด้วย ได้ยินดังนั้นผมก็รีบดิ่งไปกำแพงตั้งแต่เย็นวันศุกร์ ถึงบ้านก็พักผ่อนเอาแรงเตรียมกรำศึกหนักในวันรุ่งขึ้น

...เก้าโมงเช้าของวันเสาร์ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ หลังจากที่จัดการมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วผมก็มาถึงกรุคลองไพร เห็นรถแบ็คโฮกำลังขุดดินวางท่อระบายน้ำอยู่จริง ๆ อย่าง น. ว่า เพียงแต่ยังขุดไม่ถึงกรุเท่านั้น เหลืออีกประมาณ ๕๐ เมตรจึงจะถึง สังเกตดูดินที่ขุดขึ้นมาก็ยังไม่มีส่วนผสมของอิฐเก่าเลยสักก้อน ผมเลยไปด้อม ๆ มอง ๆ แถวริมตลิ่งคลองไพรที่เคยนั่งประจำ เนื่องจากน้ำลดลงไปมากจึงเลือกหาตำแหน่งที่ยังไม่เคยขุดได้ง่ายขึ้น ผมเลือกเอาตำแหน่งโคนต้นจามจุรีใหญ่ ตรงที่มีร่องรอยของทางน้ำที่ไหลลงมาจากบนตลิ่ง ลงเสียมได้สองสามทีก็พบพระกำแพงซุ้มโพธิ์หักครึ่งเหลืออยู่แต่ส่วนบน ที่ผ่านมาผมไม่เคยได้พระพิมพ์นี้เต็มองค์สักทีได้แต่ส่วนล่างที่หักมาสามสี่องค์แล้ว แต่ก็ไม่เคยได้ที่หักส่วนบน ครั้งนี้คงเอามาต่อกันให้เต็มองค์ได้แน่ องค์แรกมาเร็วอย่างนี้ กำลังใจก็มาเต็มเปี่ยม ผมระดมขุดต่อไปจนหมดเรี่ยวแรง ถึงบ่ายสามโมงยังไม่ได้เพิ่มผมเลยตัดสินใจถอยก่อนดีกว่า

...ระหว่างเดินไปขึ้นรถ ผมนึกถึงรถแบ็คโฮที่กำลังขุดดินวางท่อช่วงเช้าขึ้นมาได้ จึงรีบไปดู ปรากฏว่าขุดถึงกรุพอดี เพราะเริ่มมีเศษอิฐขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้ว ยืนดูอยู่สักพักก็ปรากฏว่ารถเริ่มขุดได้ไม่สะดวกเพราะติดแนวก้อนอิฐขนาดใหญ่วางซ้อนเหลื่อมกันหลายชั้น ผมเดาว่าน่าจะเป็นเจดีย์เล็กรอบนอก แนวที่ขุดเกือบผ่ากลางองค์เลยทีเดียว ตอนนั้นยังไม่มีพวกหาพระเลยสักคน ผมเริ่มมองหาพระตามกองดินที่กองเป็นแนวอยู่ตรงนั้น แต่ไม่สะดวกบี้ดินไม่ค่อยได้ และบี้ไม่ทัน เพราะรถขุดกำลังทำงาน ช่วงเย็นเริ่มมีพวกนิยมหาพระมากันบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครได้ เกือบค่ำผมจึงกลับบ้านพร้อมพระซุ้มโพธิ์เพียงครึ่งองค์ที่ได้ช่วงเช้า.

สภาพตอนพระขึ้นใหม่

ขยายให้ดูกันชัด ๆ

เอามาต่อกับส่วนล่างที่ได้มาก่อนหน้านี้ ถึงจะคนละองค์กันแต่ตัดแต่งนิดหน่อยน่าจะต่อกันได้พอดี

แนวกองอิฐที่ทำให้รถขุดติดขัด สังเกตในวงกลมสีแดง

ตรงแนวชั้นอิฐ ขยายให้ดูชัด ๆ

ช่วงเย็นเริ่มมีคนมามองหาพระกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะตรงแนวกองอิฐนี่ล่ะ



วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

ผมมาถึงกรุคลองไพรราวเพล นักนิยมพระมากันเต็มไปหมดแล้ว ผมเริ่มลงมือหาพระทันที เลือกเอาจุดเป็นแนวคันดินที่ขุดมาถมไว้เมื่อวาน เกือบชั่วโมงจึงได้นางกำแพงเม็ดมะลื่นเป็นองค์แรก ตามด้วยนางกำแพงกลีบบัว พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ ปิดท้ายด้วยพระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะที่ติดอยู่ตรงมุมฉากของกระเบื้องหลังคาวัดที่แตกกระจัดกระจายอยู่ในดิน




นางกำแพงกลีบบัวองค์นี้รอดคมรถตักมาได้หวุดหวิด



...เป็นธรรมดามีคนอยากได้พระก็ย่อมมีคนอยากปล่อยพระ นิยายริมคลองไพรจึงเริ่มทยอยออกมาที่ละเรื่องสองเรื่อง ใครรอบคอบช่างสงสัยไว้ก่อนก็รอดตัวไป อย่างเช่น “พระขึ้นใหม่ทำไมแห้งเร็วจริง” หรือ “มาเดี๋ยวเดียวได้ไวจริงเขาหากันตั้งนานกว่าจะได้” และก็แบบที่พอได้พระก็ส่งเสียงดังไปทั่วทั้งกรุ แบบนี้ต้องระวัง เพราะคนได้พระแท้มักเงียบเพราะไม่อยากให้ใครมารุมแย่งขุด ส่วนพวกพระไม่แท้ก็ต้องส่งเสียงดังเพื่อดึงดูดคนให้มารุมดู และไม่สนใจว่าใครจะมาแย่งขุด เพราะจริง ๆ แล้วไม่ได้ขุด วันนี้ผมลงทุนขุดเองไม่ได้จ้างลูกทีม แต่หากคนในทีมเดียวกันได้พระผมก็จะขอเช่า พวกปล่อยพระไม่แท้ทั้งหลายพอเห็นผมจ่ายเงินให้คนในทีมบ่อยเข้า ก็จะเลียบ ๆ เคียง ๆ เข้ามาหาพระใกล้ ๆ กับผม ทำทีเอาไม้เขี่ยดินไปมาเดี๋ยวเดียวก็ส่งเสียงว่าได้พระแล้ว แต่ผมก็เฉยไม่สนใจที่จะหันไปมองด้วยซ้ำ เมื่อเห็นผมไม่สนใจอีกไม่เกินห้านาทีก็จะลุกไปหาเหยื่อคนอื่นต่อไปโดยไม่สนใจเลยว่าพฤติกรรมจะขัดแย้งกันขนาดไหนกับการที่ตัวเองบอกว่าได้พระตรงนี้แต่กลับย้ายไปหาที่อื่นเร็วจริง ผมเรียกเหตุการณ์สามสี่แบบนี้ว่า “คนได้ไม่เคยขุด คนขุดไม่เคยได้”

...นักข่าวเริ่มมากันแล้ว ทั้งทีวีท้องถิ่น และไม่ท้องถิ่น เมื่อนักข่าวมาถึงก็ถามว่าใครได้พระบ้างขอชมหน่อย ก็เข้าทางพวกพระไม่แท้ทันที เอาพระไปนำเสนอกันใหญ่ ส่วนผมจะพยายามหลีกเลี่ยงนักข่าว แต่มีบางคนที่รู้ว่าผมได้พระก็ดันชี้มาที่ผม ก็เลยมีภาพปรากฏในข่าวกะเขาด้วย และก็ทำให้เสียเวลาไปมากเพราะว่าพอเอาพระให้นักข่าวดูเสร็จทีนี้ล่ะคนมารุมขอดูกันใหญ่จนต้องเดินหนีกันเลยทีเดียว
กดเพื่อชมวีดีโอและภาพข่าวของทีวีท้องถิ่น
กดเพื่อชมภาพข่าวจากเว็บผู้จัดการ 
กดเพื่อชมภาพข่าวเว็บเดลินิวส์

ในที่สุดวันนี้รถแบ็กโฮก็ยังขุดดินไม่ถึงแนวฐานเจดีย์ใหญ่ตามที่ควรจะเป็นอยู่ดี ซึ่งตรงฐานเจดีย์ใหญ่นี้เป็นจุดที่ผมหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมีพระเยอะแน่ แต่พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ผมต้องกลับไปทำงานที่แม่สอด ก็ต้องพลาดโอกาสทอง โอกาสอย่างนี้มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ผมเลยตัดสินใจลางานวันจันทร์อีกหนึ่งวัน

เมื่อกลับมาถึงบ้านผมก็จัดการล้างพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ทันที เพราะองค์นี้น่าสนใจมาก แม้จะชำรุดตรงกนกส่วนบนก็ตาม ครั้งนี้ผมถ่ายวีดีโอระหว่างล้างเอาไว้ด้วย ใช้เวลาล้างไปสองชั่วโมงกว่า เสร็จสรรพปรากฏเป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกพิมพ์ของกรุฤาษี ขนาดกว้าง ๒๒ มิล สูง ๒๘ มิล และฐานบัวเล็บช้างหนาถึง ๙ มิล องค์พระดูล่ำสัน บึกบึน ขึงขัง ตามแบบฉบับของกรุฤาษี ปรากฏหน้าตาจมูกและริมฝีปากชัดเจนดีทีเดียว มีคิ้วข้างซ้ายเพียงข้างเดียวตรงตามมาตรฐานพิมพ์นิยม ผิวพรรณออกสีแดงอ่อน ๆ คราบกรุไปเป็นผงสีขาว ๆ ติดแน่นอยู่ทุกซอกทุกมุม ส่วนใหญ่ผมจะเอาคราบกรุนี้ออกพอให้เห็นลวดลาย แต่จะปล่อยให้เหลือไว้บ้างพอเป็นเสน่ห์และช่วยยืนยันความเป็นพระแท้ ด้านหลังยุบตัวเป็นหลุมเป็นบ่อแบบสังขยา ต้นแบบของพระสมเด็จวัดระฆัง ส่วนอีกสามองค์ผมคิดว่ายังไม่ต้องล้างก่อนดีกว่า เก็บสภาพเดิม ๆ ไว้อย่างนั้น.




วันจันทร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

...ผมถึงกรุคลองไพรเกือบแปดโมงเช้า คนยังมากันไม่มาก น. นั่งอยู่ก่อนแล้วโดยยึดพื้นที่ในร่องตรงจุดสุดท้ายที่รถขุดไว้เมื่อวาน ผมลงไปร่วมด้วยกะว่าเดี๋ยวรถแบ็กโฮมาค่อยย้ายขึ้นไปหาด้านบน สรุปรถไม่มาขุดสักทีผมเลยอยู่ตรงนั้นทั้งวัน ได้พระทั้งหมด ๑๑ องค์ วันนี้อยู่ในร่องทั้งวันเลยไม่ค่อยได้คุยกับใคร และไม่เห็นเหตุการณ์ด้านบนเลยไม่รู้จะเขียนบันทึกอะไร ได้แต่ผิดหวังเล็กน้อยที่อุตสาห์ลางานทั้งวันเพราะหวังว่ารถจะขุดถึงจุดที่ต้องการ แต่ก็เปล่า พรุ่งนี้ต้องกลับแม่สอดแล้วด้วย






วันอังคารที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

...วันนี้ผมออกเดินทางกลับแม่สอดตั้งแต่หกโมงเช้า ขับรถไปคิดไปเพราะเสียดายที่วันนี้รถแบ็กโฮน่าจะขุดดินถึงฐานเจดีย์ใหญ่แน่ โอกาสทองอย่างนี้มีแค่ครั้งเดียว แต่ผมก็จำเป็นต้องกลับไปทำงานเพราะลาวันจันทร์ไว้วันเดียว แต่พอขับรถมาถึงวังเจ้าก็ห้ามความอยากของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป เปลี่ยนใจกลับรถไปกรุคลองไพรดีกว่า โดดอีกสักวันจะเป็นไรไป ผมมาถึงกรุคลองไพรราวแปดโมงเช้า คนมากันเต็มไปหมดแล้ว แต่ที่น่าตกใจคือร่องดินที่รถขุดไว้เมื่อวานก่อน บัดนี้เต็มไปด้วยดินที่ถูกรื้อจากด้านข้างลงมากองในร่องเต็มไปหมด ไม่ต้องถามก็รู้ว่ามีคนมาขุดพระกันตอนกลางคืนแน่


...ผมรีรออยู่นาน จะลงไปหาในร่องเมื่อวานนี้กะเขาด้วย ก็กลัวว่าพวกผู้รับเหมาจะมาต่อว่า ที่ไปรื้อดินด้านข้างลงมาทับร่องจนฝังท่อไม่ได้ ครั้นจะรอรถขุดก็ไม่มาสักที จึงตัดสินใจชวน น. ขุดเองซะเลยจะดีกว่า น. ตอบตกลง ผมมองซ้ายมองขวาจับจุดที่ควรจะเป็นมุมของเจดีย์ใหญ่ โดยเลือกตำแหน่งให้อยู่ในแนวที่รถจะต้องขุดวางท่อระบายน้ำผ่านด้วย ผู้รับเหมาวางท่อคงชอบที่เราช่วยขุดอีกแรง เมื่อเลือกตำแหน่งได้แล้วก็ลงมือกันเลย แรก ๆ ก็มีคนมามุ่งดูเฉย ๆ ต่อมาก็มีผู้ขุดเลียนแบบข้าง ๆ อีกสองสามหลุม
แนววางท่อระบายน้ำ

หลุมที่ทีมผมขุด

หลุมถัดมาทางคลองไพร

ช่วยรถแบ็กโฮขุดดินกันวุ่นวาย

...ราวสิบโมงเช้ากำลังขุดกันเพลิน ๆ ก็ต้องสะดุ้งเมื่อรถหลวงของกรมศิลปากรวิ่งเข้ามาจอด บุคคลในเครื่องแบบสี่ห้าคนลงมาดูกันใหญ่ เอาแผนที่มากาง แล้วก็เข้าไปคุยกับชาวบ้านที่มาขุดพระกลุ่มหนึ่ง ได้ยินแว่ว ๆ ถามว่าที่นี่เป็นที่โบราณสถาน ที่หวงห้ามหรือเปล่า อะไรทำนองนั้น ในระหว่างนี้เห็นได้ชัดว่านักขุดพระค่อย ๆ ทยอยหายเข้าป่าไปทีละคนสองคน จนเหลือทีมผมกับหลุมข้าง ๆ ซึ่งเป็นนักขุดเก่าแก่ชื่อดัง ที่ยังขุดกันอยู่โดยไม่สนใจคนพวกนั้น ต่อมามีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบคนหนึ่งเดินมาคุยกับทีมงานผม ถามว่า “ที่นี่เป็นวัดเก่าหรือเปล่า” เราก็บอกว่า “ใช่” เขาก็พูดต่อว่า ” ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วก็ไม่มีสภาพวัดแล้วอย่างนี้ทำอะไรไม่ได้หรอก” เราแกล้งทำหน้างงตอบว่า “เหรอครับ” เขาพูดต่อ “ถ้าขุดเจอมุมฐานให้ไปตามแนว ๔๕ องศาในระยะ ๑๕ ก้าว จะเจอของดี” พูดเสร็จก็เดินจากไปสักค่อนชั่วโมงคนพวกนั้นก็ขึ้นรถกลับกันไปหมด

...ราวบ่ายสอง แดดเริ่มร้อนแรง แต่เราก็ยังสู้ไม่ถอยเพราะได้ไปหลายองค์แล้ว มีลุงคนหนึ่งอายุราว ๖๐ มายืนอยู่บนถนน ตะโกนเสียงดังว่า “งมงายอะไรกัน พระไม่ถึงยุคหร๊อก เขาหว่านไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน แกก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ(ชี้ไปที่คนขุดพระคนหนึ่ง) วัดไม่ได้อยู่ด้านนี้ แต่อยู่ฝั่งถนนด้านโน้น ไป ไปขุดกันทางด้านโน้น อย่างมงายกันอยู่เลย” หลังจากแกไปแล้วก็ปรากฏตามมาด้วยเสียงพวกนักขุดพระรุมสวดแกยับไปเลย โดยเฉพาะพวกแฝงปล่อยพระไม่แท้สวดดังกว่าเพื่อน

... น.พาลูกชายเล็ก ๆ อายุประมาณ ๔ ขวบมาด้วย ลูกชายที่นั่งเล่นดินอยู่ข้าง ๆ คงจะได้ยินเขาพูดถึงกันแต่พระซุ้มกอ จึงเอ่ยปากขอพระซุ้มกอจาก น. แต่วันนี้ น. ยังไม่ได้พระเพราะ น. รับเป็นมือขุดดิน ถูกรบเร้าหนักเข้า น. ก็เลยหยิบเศษอิฐเก่ามาตัดแต่งแกะเป็นพระซุ้มกอครู่เดียวก็เสร็จและส่งให้ลูกชายไปเล่น เราก็ขุดกันต่อไป เด็กก็เล่นอยู่แถวนั้นบ้าง ไปตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ราวชั่วโมงต่อมาก็มีเสียงเฮจากกลุ่มข้าง ๆ เสียงว่าได้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ เนื้อเก่าจัดทีเดียว ข. ซึ่งเป็นน้องของ น. วิ่งไปดูเพราะอยากเห็นพระซุ้มกอจากกรุนี้ พอไปเห็นพระก็ต้องวิ่งอมยิ้มกลับมา พระที่ น. แกะนั่นเอง ลูกชาย น. เดินกลับมาบอกว่าปล่อยพระไปได้สิบบาทพร้อมกับเอาเหรียญสิบมาโชว์ ผมอดยิ้มไม่ได้ เชื้อไม่ทิ้งแถวจริง ๆ
ลูกชาย น.แววนักขุดพระออกตั้งแต่ยังเด็ก

...ช่วงเย็น ทีมงานเราขุดลึกลงไปเกือบสองเมตร น. บอกว่าเจอทรายแล้ว พร้อมกับตักทรายขึ้นมาให้ดูด้วย ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมัวแต่พะวงกับการบี้ดินหาพระ จนกระทั่งภรรยาผมแอบมากระซิบว่า “น. เจออะไรเข้าแล้วแต่ยังไม่บอก” ผมเลยนึกออกจึงเข้าไปคุยกับ น. เมื่อผมลงไปดูสภาพที่ก้นหลุมก็พบว่าทุกอย่างเป็นไปตามสูตรทุกประการ สภาพเช่นนี้ต้องมีของแปลกแน่ ๆ เรารอให้คนจางจนถึงสามทุ่มเศษจึงเอาของแปลกขึ้นมาได้ สรุปวันนี้ได้พระรวมทั้งหมด ๑๓ องค์ กับอีกหนึ่งของแปลก.
สรุปว่าผมรอสามวันแล้ว รถก็ยังไม่ขุดต่อสักที แต่ไม่เป็นไร ได้ของแปลกไปแล้ว กลับแม่สอดได้อย่างไม่พะวงอะไรอีก








(เพิ่มเติมข้อมูลในวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๗)ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเก็บไหใบนี้ไว้ในลักษณะเดิม แต่บังเอิญมันมีเหตุให้ต้องเปิดดูเพื่อเปรียบเทียบอะไรบางอย่าง เลยต้องเอาออกมาจัดการ ตอนนี้ดินที่หุ้มไหอยู่แข็งมาก ๆ เลยต้องใช้น้ำฉีดออก สะดวกและเร็วดี









เพราะว่าไหมีร้อยร้าวเป็นแนวยาวจากบนลงล่างสองแนวในด้านตรงกันข้าม เกรงว่าระหว่างแซะดินออก กดไปกดมาอาจจะทำให้ไหแตกได้ ก็เลยต้องเอาเชือกฟางมัดรอบปากไหกันไว้ก่อน











เป็นการวางเรียงพระลงในไห ในรูปแบบที่ถูกต้องตามมาตรฐานของคนสมัยโบราณอย่างแท้จริง กล่าวคือ วางเรียงพระเป็นวงกลมรอบไหโดยเอาด้านเศียรพระเข้าด้านใน เอาดินกลบบาง ๆ แล้วจึงวางชั้นที่สองในแบบเดียวกันแล้วเอาดินกลบอีก ทำอย่างนี้จนถึงปากไห

เป็นไหที่มีสภาพเก่าแก่มาก ลักษณะโดยรอบเป็นลอนคล้ายลูกฟักทองขนาดเล็ก ผิวมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเม็ดทรายอยู่ทั่วไป มีคราบตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่เต็มไปหมด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะถึงยุค ๗๐๐ ปีหรือไม่





พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกที่อยู่ในไหที่ได้จากกรุคลองไพรใบนี้ เป็นพระที่ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกับพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกจำนวน ๓ องค์ที่พบในกรุพระคอหัก น่าแปลกที่ว่าพระพิมพ์นี้ไม่เคยพบที่สมบูรณ์เต็มองค์เลย ไม่หน้าแหก ก็อกแตก หรือไม่ก็ลายกนกบิ่นหายไปแทบไม่เหลือให้เห็น

วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

...ขณะทำงานอยู่ที่แม่สอด ราวสิบโมงเช้า น. โทรมารายงานผมว่า พวกผู้รับเหมาขุดเอาดินตรงฐานเจดีย์ใหญ่ใส่รถบรรทุกไปหาพระที่อื่นแล้ว และก็วางท่อระบายน้ำถึงคลองไพรเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย ชาวบ้านเลยหาพระตรงที่วางแนวท่อไม่ได้แล้ว จึงย้ายไปขุดหาพระในที่ดินแปลงข้าง ๆ แนวท่อ ซึ่งเป็นใจกลางที่ตั้งกรุคลองไพรกันจนแน่นขนัดไปหมด ได้ข่าวว่าได้พระมาก โดยเฉพาะนักศึกษาราชภัฏได้ไหพระไปด้วย น. จะเข้าไปขุดด้วยแต่ก็เกรงว่าเจ้าของที่ดินจะมาห้าม เลยไปสอบถามเจ้าของที่ดิน ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินอนุญาตให้ขุดได้ วันนี้วันศุกร์ผมได้ข่าวเช่นนั้นเลยตัดสินใจกลับกำแพงเพชรถึงราวบ่ายสามโมงเศษ

...เมื่อไปถึงกรุคลองไพรก็ต้องตกใจ เพราะป่ารก ๆ ที่เคยปกคลุมกรุคลองไพรเอาไว้จนมืดมิดนั่งขุดสบาย ๆ นั้น บัดนี้โล่งเตียนไปหมดแล้ว และก็เต็มไปด้วยนักขุดพระกำลังนั่งขุดหาพระกันอย่างตั้งอกตั้งใจ มีไม่ต่ำกว่าร้อยคนทั้งชายหญิงและเด็ก ส่งเสียงคุยกันดังระงมไปทั่วทั้งกรุทีเดียว ผมเข้าไปร่วมวงกับ น. ทันที บังเอิญคนที่ขุดหลุมข้าง ๆ เขาย้ายหลุมพอดี ผมเลยเข้าไปขุดต่อ จนถึงเที่ยงคืนได้พระสมบูรณ์ทั้งสิ้น ๒๕ องค์ และที่หักชำรุดอีก ๔ องค์ วันนี้หมดแรงแล้วกะว่าพรุ่งนี้สาย ๆ ค่อยมาขุดต่อ



สาว ๆ ก็มากันหลายคน น่าดีใจที่ยังมีสาวสมัยนี้ที่ยังนิยมพระกันอยู่ไม่น้อย



ปักหลักกางเต้นท์หากันทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว



มากันเป็นครอบครัว



เขามาก่อน เราก็ได้แต่ยืนมองด้วยความเสียดาย ตรงนี้ทำเลทองของเราเลยนะเนี่ย



ผมน้อยอย่างนี้ ไม่ใช่กระผมนะครับ กระผมมีผมน้อยกว่านี้




นางกำแพงกลีบบัวองค์นี้ภาพมันฟ้องว่าได้จากกรุจริง ๆ ไม่ได้เสียบ



พระยอดขุนพล สุดยอดของความดูง่าย




พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก นาน ๆ จะเจอสักองค์

เมื่อล้างคราบกรุออกแล้ว ปรากฏว่าขอบข้างซ้าย อก และเข่าซ้าย ถูกเสียมกด ทิ้งรอยไว้ไม่ใช่น้อย




แถวบน องค์ที่สองจากซ้ายครับ



วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เก้าโมงเศษ น. โทรมาบอกว่า ที่กรุคลองไพรวันนี้เข้าไปขุดไม่ได้แล้วเจ้าของที่ดินออกมาห้าม เพราะพวกนักศึกษาที่เข้าไปขุดพระเมื่อคืน ขุดไปโดนท่อน้ำประปาแตก เจ้าของที่ไม่มีน้ำประปาใช้เลยห้ามขุดเสียเลย ผมปรึกษา น. ว่า แล้วเอาไงดี น. บอกขอไปดูกรุอื่นก่อนเดี๋ยวจะโทรบอก ผมรอจนหมดวัน น. ก็ยังไม่โทรมา ดีเหมือนกันปวดเมื่อยไปทั้งตัวได้พักผ่อนเต็ม ๆ หนึ่งวัน ตกเย็นผมเอาทีวีและเสื้อผ้าที่ผมใส่ไม่ได้แล้วแต่ยังดีอยู่ไปให้ น. ที่บ้าน คุยกันไปคุยกันมาตกลงว่าพรุ่งนี้เราจะไปกรุพระคอหักกัน
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เสมือนเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “กรุคลองไพร” แต่เป็นการปิดสนามขุดพระที่ดีที่สุดที่ผมเคยขุดพระมาอย่างเป็นทางการเช่นกัน.



วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เก้าโมงเช้าผมก็ถึงกรุพระคอหัก เลือกหลุมที่อยู่ริมฐานเจดีย์ที่เคยได้พระเมื่อปีที่แล้ว หาจนถึงเที่ยงยังไม่ได้พระสักองค์ เลยย้ายที่ห่างออกมาอีกสามสี่เมตร มาเริ่มได้พระเอาช่วงบ่ายสามจนถึงห้าโมงเศษ ได้พระทั้งสิ้น ๑๒ องค์ เป็นพระซุ้มกอพิมพ์เล็กมีกนก ๑ องค์ พระท่ามะปรางค์ ๑ องค์ พระลีลากำแพงขาว ๑ องค์ พระนารายณ์ทรงปืน ๑ องค์ พระนางกำแพงพิมพ์ตื้น ๑ องค์ พระกำแพงกลีบบัว ๕ องค์ พระกำแพงเม็ดมะลื่น ๒ องค์

หกโมงเช้าวันรุ่งขึ้นออกเดินทางกลับแม่สอด ต่อจากนี้ไปวันเสาร์อาทิตย์ผมจะติดเรียนอีกห้าเดือนถึงจะปิดเทอมอีกครั้ง ถึงเวลานั้นดินจะแข็งมาก ๆ อาจขุดไม่ได้ ต้องรออีกที “ปลายฝนต้นหนาว” ปีหน้า หรือถ้ารอไม่ไหวอาจจะถึงกับต้องลาวันจันทร์สักอาทิตย์ละวันเพื่อไปขุดพระกันเลยทีเดียว.



วันพฤหัสที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖

๐๙.๐๐ น.ไปทำพิธีวันพ่อ เสร็จเรียบร้อยตอน ๑๑ น. มีเวลาว่างอีกตั้งครึ่งวัน ผมเลยตกลงใจไปลงกรุที่กำแพงดีกว่า ปล่อยโอกาสทองไม่ได้ครับช่วงนี้"ปลายฝนต้นหนาว" เดินทางออกจากแม่สอดประมาณเที่ยงถึงกำแพงบ่ายสอง โทรนัดแนะกับ น.ให้ไปพบกันที่กรุพระคอหัก เมื่อไปถึงก็ลงมือทันทีตรงตำแหน่งเดียวกับสองอาทิตย์ที่แล้ว ไม่กี่นาทีเราก็ได้พระองค์แรก และอีกหลายองค์ในเวลาถัดมา ผมเริ่มแปลกใจว่าทำไมพระขึ้นเยอะจังเพราะปกติกรุนี้พระขึ้นยากมาก แต่อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาก็ได้คำเฉลยครับ เมื่อเด็ก ๆ ที่ขุดดินอยู่ในหลุมยกไหแตกใบหนึ่งขึ้นมาให้ผมดู ไหใบนี้ส่วนบนแตกหายไปเหลือส่วนที่เป็นฐานอยู่มากพอสมควร แต่ที่สำคัญคือยังมีดินบางส่วนเหลือติดอยู่ในไหด้วย น.ลองแงะดินส่วนที่นูน ๆ ดูตามประสาคนมือไว ปรากฏว่าดินที่มองเห็นนูน ๆ ขึ้นมานั้นเป็นพระกลีบบัวครับ วางติดอยู่กับพระซุ้มกอพิมพ์เล็กอีกองค์ ผมลองเอาไม้เล็ก ๆ แทงลงไปดูบ้างปรากฏว่าชนกับก้อนอะไรแข็ง ๆ น่าจะเป็นพระอยู่อีกหลายจุด เราขุดกันต่อไปอีกไม่นานเด็ก ๆ ก็ยกไหแตกขึ้นมาให้ดูอีกสองใบในเวลาใกล้เคียงกัน และที่ก้นไหก็มีพระติดอยู่ทั้งสองใบ จึงสัณนิฐานว่า นักขุดพระสมัยก่อนคงขุดพบไหบริเวณนี้และอาจจะพบพร้อมกันหลายใบ เมื่อทุบเอาของที่ต้องการ เช่น พระทองคำหรือของมีค่าอื่น ๆ ไปแล้วก็ทิ้งพระเนื้อดินไว้เพราะสมัยนั้นไม่มีค่าอะไร พระจึงกระจายอยู่บริเวณใกล้ ๆ นี้ ทำให้เราได้พระบริเวณนี้มากกว่าปกติ และน่าจะเป็นพระกลุ่มเดียวกับที่ได้เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ๑๒ องค์ด้วย เราขุดดูบริเวณรอบ ๆ ที่พบไหแตกจนค่ำปรากฏว่าได้พระทั้งหมด ๑๖ องค์ รวมในไหแตกทั้งสามใบอีก ๗ องค์ รวมทั้งสิ้น ๒๓ องค์
เสื้อสีน้ำเงินนั่นคือเด็ก ๆ ที่ส่งไหขึ้นมาครับ






วีดีโอขณะที่นำพระออกจากไหใบนี้ครับ

ก้นไหแตกใบนี้มีพระติดอยู่เพียงองค์เดียวและยังไม่ได้เอาพระออกมาครับ แต่เห็นว่าเป็นพระยอดขุนพล


ส่วนไหแตกใบนี้ใหญ่หน่อย ทรงก็แปลกตาไป มีพระเพียงองค์เดียวและติดแน่นมากเอาออกไม่ได้ ผมเลยใช้น้ำฉีดเพื่อให้เอาพระออกได้ง่ายขึ้น



เมื่อล้างพระบางส่วนแล้วพบว่ามีพระที่น่าสนใจอยู่สามองค์ครับ องค์แรกคือ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก พิมพ์ทรงของกรุฤาษี แต่น่าเสียดายที่เนื้อตรงเข่าขวาระเบิดออก(เพราะมีแร่ดอกมะขามก้อนใหญ่เกินไป)เนื้อหายไปมากทีเดียว




องค์ที่สองคือ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก พิมพ์ทรงนี้ผมเคยพบที่กรุคลองไพรมาก่อนหน้านี้แล้วสององค์(ไปดูภาพที่ ๑๕๙) เป็นอีกครั้งที่ยืนยันว่าพระฝากกรุมีจริง



องค์ที่สามคือ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก องค์นี้น่าสนใจมากเป็นพิเศษเพราะเป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานของวัดพระบรมธาตุนครชุมเลยทีเดียว แม้จะมีรอยชำรุดตรงขอบสองแห่งและด้านหลังเนื้อระเบิดหายไปเป็นแผ่นทำให้พระเหลือบางนิดเดียว แต่เนื้อก็สวยงามบาดใจจริง ๆ



วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๖

เพราะว่าเมื่อวานค่ำเสียก่อน เลยยังคาใจว่าน่าจะยังมีพระกลุ่มนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่อีกไม่น้อย วันนี้วันศุกร์เลยโดดงานซะเลย แต่ก็ได้ผลครับเพราะวันนี้ได้พระถึง ๑๖ องค์ แต่น่าเสียดายที่ว่าเม็ดขนุนหักชำรุดเพราะเด็กที่พบเข้าใจว่าเป็นแท่งถ่านเลยหักเล่นซะงั้น


วันนี้ชำรุดบน เมื่อวานชำรุดล่าง ไม่รู้เป็นไงพิมพ์นี้หาสมบูรณ์ไม่ค่อยเจอ



วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖

ผมลงมาจากแม่สอดตั้งแต่เย็นวาน วันนี้วันรัฐธรรมนูญหยุดหนึ่งวัน ผมเลยมีโอกาสไปซ้ำที่กรุพระคอหัก เก้าโมงเช้าผมก็ถึงกรุ น.กับเด็ก ๆ อีกสามคนอยู่ในกรุแล้ว ไม่ถึงสิบนาทีผมก็ได้ยอดขุนพลมาเป็นองค์แรก



หลังจากนั้นไม่นานเด็ก ๆ ก็โยนก้นไหแตกใบเล็ก ๆ ขนาดกำปั้นขึ้นมา ผมเห็นว่ายังมีดินติดอยู่ที่ก้นไหหนาพอสมควรจึงลองเอาไม้แคะดู ปรากฏว่ามีพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ติดอยู่หนึ่งองค์ เมื่อล้างคราบกรุเสร็จแล้วจึงพบว่าเป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกพิมพ์เดียวกับองค์ที่ผมเคยได้มาก่อนแล้วจากกรุคลองไพร(ไปดูภาพที่ ๑๖๐)น่าสังเกตุว่าแม่พิมพ์นี้จะต้องมีเนื้อเกินตรงขอบด้านบนเสมอ





ต่อมาไม่นานเด็ก ๆ ก็โยนไหแตกขึ้นมาอีกใบ ใบนี้ใหญ่หน่อย ตรวจดูแล้วมีพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่กับพิมพ์เล็กอย่างละองค์







ไหแตกอีกใบที่ได้ในเวลาต่อมา ใบนี้ใหญ่มากมีดินติดอยู่บาง ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มีอะไรจึงยังไม่แคะดูในเวลานั้นเพราะจะทำให้เสียเวลา พอกลับมาถึงบ้านลองแคะดูปรากฏว่ามีพระติดอยู่ถึงสี่องค์ มีท่ามะปราง เม็ดขนุน(ยังมีกลิ่นอยู่และกลิ่นแรงมาก) ยอดขุนพล และซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ เอาเฉพาะภาพซุ้มกอมาให้ชมครับ






ไหแตกใบสุดท้ายที่เราได้ในวันนี้ มีดินติดอยู่ค่อนข้างมาก เดาว่าน่าจะมีพระหลายองค์ แต่เมื่อเอาดินออกหมดแล้วมีพระเพียงสององค์คือนางกำแพงกลีบบัวกับพระเชตุพนและลูกอมดินอีกหนึ่งลูก




ส่วนพระที่ไม่ได้อยู่ในไหก็ได้มาหลายองค์ แต่เอาเฉพาะพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มาให้ชมกันครับ





องค์ด้านบนนี้เป็นพระซุ้มกอทรงเครื่องพิมพ์ใหญ่มีกนกครับ (มีกำไลที่แขน ข้อมือ และข้อเท้า) เนื้อสีเขียวเทาแกร่งราวกับหิน หน้าตาปรากฏชัดเจนทีเดียว พระซุ้มกอทรงเครื่องนี้เซียนพระบางท่านก็ว่าไม่มีจริง บางท่านก็บอกว่าเป็นกรุนอกเมืองแถว ๆ ลานดอกไม้ บางท่านบอกเป็นพระยุคหลังไม่นานมานี้เอง ผมก็พึ่งได้มาเป็นองค์แรกเลยยังไม่กล้าวิจารณ์อะไร


พระทั้งหมดที่ได้ในวันนี้ครับ
ผมยอมรับว่าผมตะขิดตะขวงใจที่จะเขียนบันทึกของวันนี้จริง ๆ เพราะผมเองก็ยังงง ๆ อยู่ว่า พระหลัก ๆ อย่างซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกนั้น ขึ้นมามากขนาดนี้ได้อย่างไร ขึ้นมามากถึงแปดองค์ที่สวย ๆ มีหกองค์ ส่วนอีกสององค์ไม่ค่อยสวยเลยไม่ได้ลงภาพให้ชมกัน ขนาดผมเองยังไม่อยากเชื่อ แล้วคนที่ไม่ได้มาเห็นกับตาล่ะจะคิดออย่างไร แต่เพื่อไม่ให้ผิดวัตถุประสงค์ในการทำบล็อกนี้ ผมก็ยืนยันที่จะเขียนบันทึกไว้ช่วยจำต่อไป









วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๖

บ่ายโมงของวันที่ ๒๘ ผมเข้าสอบวิชา"การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ"เสร็จแล้วผมก็เดินทางออกจากแม่สอดกลับกำแพงทันที ถึงราวห้าโมงเย็นพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น สาย ๆ ของวันที่ ๒๙ ผมก็อยู่ในกรุแล้วพร้อมกับเด็ก ๆ อีก ๔ คน ผมเลือกตรงตำแหน่งเดิมที่ขุดเมื่อวันรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ติดใจเพราะพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ขึ้นตรงนี้หลายองค์ ก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ครับถึงวันนี้จะไม่พบไหแตกเลยแต่ก็ได้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ๙ องค์ พิมพ์กลาง ๑ องค์ นางกำแพง ๙ องค์ ลีลาเม็ดขนุน ๒ องค์ งบน้ำอ้อย ๑ องค์ กำแพงนาคปรก ๑ องค์ ยอดขุนพล ๑ องค์ ลีลากล้วยปิ้งหักใหม่ตรงคอ ๑ องค์ องค์สุดท้ายน่าจะเป็นพระกำแพงลีลาพลูจีบ หากจะตีว่าไม่ใช่พลูจีบผมก็ยังไม่เห็นว่าจะใกล้เคียงกับพิมพ์อื่นใดเลย พระองค์นี้น่าสนใจมาก เนื้อสีเขียวเทา ลีลาอ่อนช้อยสวยงามอย่างยิ่ง หน้าตาชัดเจน ที่สำคัญมีขนาดใหญ่มาก ส่วนที่กว้างที่สุด ๑๘ มิล ส่วนที่หนาที่สุด ๑๐ มิล และสูงถึง ๕๐ มิล เท่าที่ผมทราบพระกำแพงลีลาพลูจีบไม่เคยมีพิมพ์เล็กกลางใหญ่อย่างพระพิมพ์อื่น ๆ และเท่าที่เห็นมาในเว็บไซต์ในหนังสือน่าจะเล็กกว่าองค์นี้ ดังนั้น ถ้าองค์นี้นับได้ว่าเป็นพิมพ์ใหญ่ก็จะเป็นบันทึกหน้าใหม่ของวงการพระกำแพงลีลาพลูจีบกันเลยทีเดียว





วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖

เมื่อวานผมกลับไปเยี่ยมคุณพ่อกับคุณแม่ที่สามชุก บังเอิญคุณอาดันมาลาโลกพอดี เลยได้ไปงานศพแทนงานฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เสร็จจากงานศพผมก็ออกจากสามชุกตอนสายของวันที่ ๓๑ ถึงกำแพงบ่ายสองไปกรุทันที มีเวลาแค่ ๓ ขั่วโมงเศษช่วยกันหา ๔ คนได้พระที่สมบูรณ์ ๒๕ องค์ พระหัก ๔ องค์ ในไหแตกทั้ง ๔ ใบรวม ๑๐ องค์ แยกเป็นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนก ๑๐ องค์ ขนมเปี๊ยะ ๓ องค์ เม็ดขนุน ๔ องค์ นางกำแพง ๘ องค์ ยอดขุนพล ๗ องค์ กำแพงลีลา ๑ องค์ เชตุพน ๑ องค์ เชยคางข้างเม็ดหักใหม่ที่คอ ๑ องค์ รวมทั้งหมด ๓๙ องค์



องค์ด้านบนนี้เป็นพระที่อยู่ในไหแตกใบซ้ายสุด พระกำแพงลีลาครับแต่ยังไม่รู้ว่าลีลาอะไร น่าสังเกตตรงการแต่งขอบให้โค้งเว้าสอดรับกับตั้งแต่ฐานถึงปลายยอด สวยงามมากทีเดียวครับ



วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗

สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้มีความสุขและร่ำรวยกันทุกคนครับ
คนอื่นเขาไปเที่ยวกัน ผมก็ไปเที่ยวด้วยแต่ไปเที่ยวที่กรุพระครับที่กรุเดิม วันนี้ ๗ คนรวมผมด้วย ช่วงเช้าได้พระรวม ๒๖ องค์ แต่พอใกล้เที่ยงเริ่มได้พระน้อยลงเรื่อย ๆ ช่วงบ่ายตลอดเวลา ๓ ชั่งโมงช่วยกันค้นหากันจนหมดความพยายามแต่ไม่ได้พระอีกเลย ผมเห็นว่าเหลือเวลาอีกชั่วโมงเศษอยู่ที่เดิมไม่ได้การแน่จึงย้ายไปเปิดหลุมใหม่อีกด้านหนึ่งตรงเชิงบันไดทางขึ้นวิหาร ได้พระเพิ่มอีก ๕ องค์ แห้ง ๆ ทั้งนั้นเพราะตรงนี้สูงน้ำไม่ขัง รวมทั้งวันได้ ๓๑ องค์ และไม่พบไหแตกเลยสักใบ


สรุปสามวันล่าสุดมีพระที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ครับ จำไม่ได้แล้วว่าองค์ไหนได้วันไหนรวม ๆ ไปเลยละกัน



















วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๗

ผมนึกถึงวันนี้เมื่อปีที่แล้วที่ผมพาเด็ก(โข่ง)ในที่ทำงานไปขุดพระกันที่กรุคลองไพร เร็วนะครับวันเด็กวนมาถึงอีกรอบแล้ว วันนี้ผมก็พาเด็ก(โข่ง)ที่สำนักงานไปขุดพระอีกเหมือนเคย แต่ครั้งนี้มาแค่ ๒ คนเป็นชายทั้งคู่ กรุคลองไพรเข้าไปไม่ได้แล้วเพราะเจ้าของที่ดินหวงห้าม ผมจึงพาเด็กไปกรุป่าชะอมแทน ผมทิ้งมือขุดไว้ให้ ๒ คนและให้ภรรยาผมช่วยดูแลแนะนำแทน ส่วนผมไปกรุพระคอหักกับมือขุดอีก ๓ คน ที่เลือกให้เด็ก ๆ ขุดที่กรุป่าชะอมเพราะตามหลักสถิติที่นี่มีโอกาสได้พระค่อนข้างสูงมาก(ผมจะได้ไม่เสียหน้า)ถึงแม้จะไม่ค่อยมีพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ให้เห็นบ่อยนักก็ตาม แต่นางกำแพงกับพระลีลามีไม่น้อยเลยทีเดียว อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือที่กรุพระคอหักนั้น"แรง"ที่สุดเท่าที่ผมพบมา หากพาเด็ก ๆ ไปแล้วเกิดอะไรไม่ดีขึ้นมาผมจะรับผิดชอบไม่ไหว จริง ๆ แล้วเป็นข้ออ้างของผมมากกว่าเพราะที่กรุพระคอหักพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่กำลังขึ้นถี่ยิบ มันจะทำให้คนงกเช่นผมลำบากใจตอนแบ่งพระต่างหาก ก็เลยแยกกันขุดคนละกรุซะเลยจะได้ไม่มีปัญหา

วันนี้เราเริ่มกันตั้งแต่ ๘ โมงเช้าสายไม่ได้เพราะมีเวลาแค่เที่ยง ไม่เกินบ่ายโมงเราต้องออกเดินทางไปส่งเจ้านายที่ลำปางคงถึงราว ๕ โมงเย็นทันงานเลี้ยงพอดี ก่อนที่ผมจะไปกรุพระคอหักก็ลองดูบรรยากาศที่กรุป่าชะอมครู่หนึ่งก่อน เพียงดินชุดแรกเท่านั้นลุง ธ.ก็ได้พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนมาเป็นองค์แรก ดินชุดสองผมได้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มาอีกหนึ่งองค์ เป็นการเปิดเกมส์ที่สวยงามอย่างยิ่ง ได้เร็วอย่างนี้ผมก็หมดห่วงจึงรีบออกเดินทางไปกรุพระคอหักทันที

เมื่อไปถึงกรุพระคอหัก น.และทีมงานอีก ๒ คนเริ่มงานกันอยู่ก่อนแล้ว พอดีกับที่ น.ได้พระกลีบบัวพิมพ์ใหญ่พอดี ก่อนเริ่มงานวันนี้ผมเอ่ยปากขอกับเจ้าที่ขอให้ได้พระบูชาขนาด ๓ นิ้ว(เพราะได้ข่าวมาว่าตรงนี้เคยมีคนได้พระบูชา ๓ นิ้วแต่ไม่มีเศียร)แล้วจะจัดอาหารเลี้ยงมื้อใหญ่ให้ หลังจากนั้นก็เริ่มลงมือหาพระทันที ช่วงเช้าได้พระขึ้นมาเป็นระยะ ๆ มีทั้งพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ พระยอดขุนพล นางกำแพง ถึงเวลาห้าโมงเศษทีมขุดที่อยู่ในหลุมเรียกผมด้วยเสียงค่อนข้างตื่นเต้นให้ลงไปดูอะไรหน่อย ผมลงไปดูตอนแรกก็ยังงง ๆ เพราะไม่เห็นอะไร แต่พอเด็กชี้ให้ดูก็ถึงบางอ้อ พระบูชาครับ!!! นอนคว่ำหน้าอยู่กับอิฐก้อนหนึ่งเห็นแต่ช่วงล่าง ช่วงบนขององค์พระยังฝังอยู่ในดิน มีรากสด ๆ ของต้นปอสาชอนไชไปตามซอกรักแร้และฐานขององค์พระ เมื่อนำพระขึ้นมาแล้วจึงพบว่าเป็นพระปางมารวิชัย หน้าตัก ๓ นิ้ว เนื้อสำริด ผิวสีเขียวมรกตแซมแดงเป็นบางจุด องค์พระสมบูรณ์มากไม่มีส่วนใดที่เสียหายเลย ผมตื่นเต้นมากถึงขนาดลืมถ่ายวีดีโอตอนกำลังเอาพระขึ้น



เด็ก ๆ ตลุยขุดต่อไปอีก ครึ่งชั่วโมงต่อมาก็เรียกผมให้ลงไปดูอะไรอีกครั้ง คราวนี้ผมหาดูอยู่นานก็ไม่เห็นอะไรอีกตามเคย เด็กจึงชี้ให้ดูปรากฏว่าเป็นพระบูชาอีกแล้วครับท่าน องค์นี้ครั้งแรกเห็นเพียงเส้นใต้ฐานโค้ง ๆ เท่านั้น องค์พระจมอยู่ในดินทั้งหมด แต่พอจะเดาได้ว่าเป็นพระกำแพงสามขา เพราะเห็นขาทั้งสามอย่างชัดเจน คราวนี้ผมไม่ลืมถ่ายวีดีโอไว้ได้ตั้งแต่ตอนที่พระทั้งองค์ยังฝังอยู่ในดินจนกระทั้งเอาพระขึ้นมาได้แล้ว ปรากฏว่าเป็นพระกำแพงสามขาครับ หน้าตัก ๓ นิ้ว ผิวสีเขียวมรกตแซมแดงประปราย ส่วนเนื้อนั้นผมยังไม่แน่ใจเพราะบางจุด(โดยเฉพาะปลายเศียร)น่าจะเป็นทองคำแท้ ๆ บางจุดก็คล้ายทองเหลือง บางจุดก็คล้ายสำริด
เราใช้พระกำแพงสามขาเป็นองค์ปิดท้ายสำหรับวันนี้ ออกจากกรุแวะไปอาบน้ำแล้วออกเดินทางไปเหมืองแม่เมาะทันที






ส่วนทางด้านเด็ก ๆ ที่กรุป่าชะอมก็ไม่น้อยหน้าถึงขนาดได้ไหกันเลยทีเดียว ๑๐.๔๐ น.ภรรยาผมโทรมาบอกว่าพบสภาพตามสูตรที่เคยได้ไหให้รีบไปดู เมื่อผมไปถึงก็พบว่าที่ก้นหลุมมีก้อนอิฐสมบูรณ์วางอยู่ก้อนหนึ่ง เด็ก ๆ เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่รื้ออิฐที่วางเรียงกันคล้ายฐานอะไรสักอย่างออกก็พบกับชั้นดินชั้นทรายก่อนแล้วก็ชั้นก้อนกรวดขนาดใหญ่และก็ถึงอิฐก้อนนี้ ผมค่อย ๆ ยกก้อนอิฐออกแล้วคุ้ยดินด้านล่างดูก็พบกับไหใบหนึ่งแต่มันเป็นไหแตกเหลือแต่ก้นบางส่วนเท่านั้น ใบใหญ่กว่าที่ผมเคยได้อีกด้วย เมื่อตรวจดูในไหปรากฏว่ามีพระซุ้มกอสิบอยู่ ๑ แผง พระกำแพงเปิดโลกอีก ๒ องค์ และก็พระที่ขุดได้มาก่อนหน้านั้นอีก ๑๑ องค์ ถือว่าประสบผลสำเร็จไม่ใช่น้อย





วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๗

จัดการข้าวต้มมื้อเช้าตบด้วยกาแฟอีก ๑ แก้ว โทรบอกให้ น.เตรียมห้วหมูขนาดใหญ่ดอกไม้ธูปเทียนไว้ให้ด้วย เสร็จแล้วออกจากเหมืองแม่เมาะเกือบแปดโมงถึงกำแพงเกือบเที่ยง แวะหาซื้อไก่ เป็ด อย่างละตัว และผลไม้อีกหลายอย่าง เหล้าขาวสองขวดเล็ก เหรียญทองหนึ่งกลม ถวายเจ้าที่เสร็จสรรพก็ลุยขุดพระต่อจากจุดเมื่อวาน วันนี้เด็ก ๆ จะช้าหน่อยเพราะขุดไปกินไปเมาไป ราวสามโมงเย็นสุราขาวสองขวดเล็กก็หมดไปพอดีกับที่ภรรยาผมโทรมาถามว่าจะเข้าไปที่กรุจะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่า เข้าทางพอดีผมเลยสั่งเหล้าขาวขวดใหญ่อีกหนึ่งขวด ยังไม่ทันขาดคำ บรรยากาศที่สงบนิ่งใบไม้ไม่กระดิกก็เปลี่ยนฉับพลันเกิดเป็นพายุใหญ่พัดกระโชกผ่านเฉพาะตรงต้นไม้ใหญ่ที่เรานั่งขุดกันอยู่และสงบลงอย่างรวดเร็ว ทำเอาพวกเราตกตลึงตาค้างไปตาม ๆ กัน ผมว่าเจ้าที่คงติดลมบนเหมือนกันแน่ ขวดที่สี่จึงต้องถวายให้ท่านก่อนตามระเบียบ ยี่สิบนาทีต่อมาขณะที่ผมขอลาเหล้าขวดนั้นมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้จัดการกันต่อไป เหตุการณ์แบบเดิมคือลมพายุก็เกิดขึ้นอีกครั้งทำเอาขนลุกไปตาม ๆ กัน หลังจากนั้นจนกระทั่งพวกเรากลับก็ไม่เกิดลมพายุอีกเลย อย่างไรก็ตามวันนี้ถึงเราจะไม่ได้พระบูชาแต่ก็ได้พระเครื่องมาหลายองค์ มากกว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ




วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๗

วันนี้ผมลางานวันหนึ่งโดยอ้างว่าเป็นห่วงแมวที่หายไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เมื่อไปถึงกำแพงแทนที่จะไปหาแมวกลับไปกรุตั้งแต่แปดโมงกว่า เด็ก ๆ ห้าหกคนรออยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากคนมากจึงลุยกันทั้งหลุมเก่าทางซ้ายที่ได้พระกำแพงสามขาและหลุมที่เปิดใหม่ทางขวา ได้พระมาถึง ๒๘ องค์ทีเดียว กลับถึงบ้านเกือบมืดเมียบอกว่าเจอแมวที่หายไปแล้ว กินข้าวเสร็จรีบนอนเพราะพรุ่งนี้ต้องกลับแม่สอดแต่เช้า ไปเรียน!

ใต้ตอต้นไม้ต้นนี้ล่ะครับที่ได้พระกำแพงสามขา ใต้ตอไม้เก่าแก่อายุหลายร้อยปีอย่างนี้ล่ะครับมั่นใจได้เลยว่าไม่เคยมีใครขุดมาก่อนและพระที่อยู่ตรงนี้ก็ต้องถึงยุคแน่ ๆ


วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๗

เมื่อวานมีเรียนทั้งวัน วันนี้เรียนครึ่งวันบ่ายว่างเลยกลับกำแพงสักหน่อยน่าจะดี บ่ายสามเศษผมก็อยู่ในกรุแล้วพร้อมกับเด็ก ๆ อีกสามคน ส่วน "มิตร" ยังไม่มา น. บอกว่าไม่ค่อยสบายแขนซ้ายอ่อนแรงเพราะนอนทับแขนตัวเองเลือดไม่เดิน ขุดกันไปได้พักใหญ่มิตรก็มา สภาพที่มิตรเดินมานั้นมือขวาหิ้วถังที่มีน้ำเต็ม มือซ้ายที่ถือมีดเห็นได้ชัดว่าห้อยล่องแล่ง เดินตัวคู้เหมือนคนแก่ ระหว่างที่มิตรพยายามบี้ดินหาพระด้วยอาการทุลักทุเลอยู่นั้น ผมก็ชวนคุยสอบถามไปด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกับแขน ก็ได้ความว่าสองสามวันที่ผ่านมาปวดหัวจัดมากและแขนซ้ายเริ่มอ่อนแรง จนเช้าวานแทบยกแขนไม่ขึ้น ผมใจคอไม่ดีขึ้นมาทันทีเพราะนี่มันคืออาการของเส้นเลือดฝอยในสมองแตกเลือดออกไปคั่งกดทับเส้นประสาททำให้สมองบางส่วนสั่งการได้ไม่ดี ผมรีบเตือนให้ไปหาหมอไม่เช่นนั้นอาจพิการได้ มิตรบอกว่าถ้าพิการผมขอลาโลกดีกว่าและจะไปหาหมอพรุ่งนี้ ผมเห็นว่าเย็นมากแล้วจึงรีบจ่ายค่าแรงให้มิตรเพื่อให้รีบไปหาหมอ ผมต้องใจหายอีกครั้งเมื่อเห็นสภาพที่มิตรเดินปัดเป๋เซถลากลับบ้าน คนเมาจัดบวกกับคนพิการดี ๆ นี่เอง




วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๗

ในบทนี้ขอไว้อาลัยให้แก่ "มิตร" ผู้จากไป มิตรเสียชีวิตเมื่อตอนทุ่มเศษของวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๗ ผมมาฟังพระสวดค่ำวันที่ ๒๓ เพื่อที่จะได้รับทราบข่าวว่าก่อนตายมิตรเป็นเบาหวานอย่างรุนแรงและความดันโลหิตสูงมากถึง ๒๓๐ ระหว่างที่รอพระยังไม่ลงมาสวด น.กระซิบบอกผมว่า ที่ด้านหลังศาลาสวดศพเนี่ยทางวัดพระบรมธาตุนครชุมให้คนงานขุดหลุมวางวงบ่อไว้ตั้งแต่วันก่อน ไปลองคุ้ยดูมาแล้วเศษอิฐเศษไหเต็มเลยตรงนี้ได้นางข้างเส้นกันไปหลายองค์จะไปลองมั๊ยล่ะ ผมนึกในใจ บ๊ะ!ไอ้นี่มันบ้าหรือเปล่าวะ ศพเพื่อนนักขุดพระด้วยกันวางอยู่ที่ศาลานี่แท้ ๆ ยังไม่ได้เผายังจะมีอารมณ์จะไปขุดพระอีก ใจคิดไม่อยากไปแต่ขามันเดินนำหน้า น.ไปก่อนแล้ว ไหนตรงไหนพาผมไปดูหน่อย น.พาผมเดินอ้อมไปด้านหลังศาลาเอาไฟฉายส่องให้ดูกองดินยาวเป็นแนวพลางบอกว่า ต้องระวังอาจารย์หน่อยกุฏิแกอยู่ตรงนี้ถึงแกจะชอบเล่นพระแต่แกก็หวงน่าดู นั่นแน่พูดถึงก็มาพอดี พวกเราหลบฉากกลับกันมาก่อนผมเริ่มวางแผน รอให้พระสวดเสร็จเอาลังกระดาษไปใส่ดินแล้วแบกไปหาพระที่ฝาท้ายรถกระบะ น.รับทราบตามนั้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อดินสองลังเบียร์เท่านั้นได้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มา ๑ องค์ เสียแต่ว่าไม่ใช่พิมพ์นิยมเท่านั้นเอง อากาศที่เย็นจัดประกอบกับคนเริ่มสงสัยถามว่าแบกลังไปทำอะไรกันเราจึงชวนกันกลับ ก่อนกลับผมถาม น.ว่า กลัวหรือเปล่าที่จะขุดพระต่อไปในเมื่อเพื่อนนักขุดพระด้วยกันมาตายลงอย่างนี้แทบจะตายคากรุทีเดียวนะ น.บอกว่า ฮึ่ย! จะไปกลัวทำไม มิตรตายเพราะโรคประจำตัว พ่อกับพี่เขาก็ตายด้วยโรคเดียวกัน ผมว่างั้นก็ดีแล้ว พรุ่งนี้เผาศพตอนบ่ายสามครึ่ง ช่วงเช้ามีเวลาพอสมควรให้ไปพบกันที่กรุตอนแปดโมงเช้า น.ตอบตกลง
วันนี้วันที่ ๒๔ ผมเห็นว่าหลุมเดิมเริ่มไม่ได้พระแล้วเราจึงไปเปิดหลุมใหม่อีกด้านหนึ่งของทางขึ้นตั้งแต่เช้าถึงบ่ายโมงเราได้พระรวมทั้งหมดสิบองค์ ส่วนพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ในรูปด้านล่างนี้(องค์ด้านบนตรงกลาง)เป็นพระที่ได้ในคืนที่ไปฟังพระสวด บ่ายสามไปเผาศพ"มิตร"เพื่อนนักขุดพระด้วยกัน




วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๗

เมื่อวานไปเผาศพคุณลุงที่สุพรรณบุรีอีก ช่วงนี้อากาศหนาวจัด ส.ว. สูงวัยเลยไปกันเยอะ ลุงผมแกเป็นอัมพาตมาหลายปีแล้วหนาวนี้เลยไปกะเขาด้วย นอนที่สุพรรณคืนหนึ่ง สาย ๆ ออกเดินทางกลับกำแพงถึงตอนบ่ายโมงไปกรุอีกแล้วครับท่าน ตอนแรกนั่งขุดคนเดียวเพราะเห็นว่าบ่ายแก่แล้วเลยไม่ได้ชวนพวกเด็ก ๆ ขุดไปชั่วโมงกว่าชักเหนื่อยเลยโทรหาเด็ก ๆ มาช่วยได้มา ๓ คน ผมเอ่ยปากคุยกับเด็ก ๆ ว่าแถวนี้เคยได้พระบูชาด้วยนะตอนขุดให้ระวังหน่อยจะสับโดนพระเสียหาย ถ้าได้ ๓ นิ้วละก้อได้กินหัวหมูแต่ถ้าได้ ๕ นิ้วก็กินหมูทั้งตัวกันเลยทีเดียว
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่ออีกแล้วล่ะครับหลังจากผมเอ่ยปากไม่ถึงยี่สิบนาทีคนที่ขุดอยู่ในหลุมก็โวยวายดังไปทั่วทั้งกรุตะโกนเรียกผมเสียงหลงให้ลงไปดูอะไรหน่อย ผมรีบลงไปดูก็พบพระบูชาตั้งอยู่ในลักษณะตั้งตรงฐานยังฝังอยู่ในดิน เมื่อนำขึ้นมาแล้วจึงพบว่าเป็นพระกำแพงสามขาปางมารวิชัยขนาด ๓ นิ้ว เนื้อสำริดผิวสีเขียวมรกต สมบูรณ์และสวยงามมากทีเดียว เด็กคนที่ขุดบอกตื่นเต้นจนมือไม้สั่นไปหมดขุดต่อไม่ได้แล้ว ผมเลยให้อีกคน(ลูกของมิตร)ลงไปแทน แล้วให้เด็กไปหาเหล้าขาวขวดเล็กมาแก้สั่นหน่อย ยังไม่ทันขาดคำอากาศที่เงียบสงบก็บังเกิดเปลี่ยนเป็นลมพายุใหญ่พัดผ่านต้นไม้ใหญ่ที่เรานั่งขุดกันอยู่พัดเลยไปแล้วก็สงบนิ่งเหมือนเดิม ผมขนลุกเกรียวหันไปบอกเด็กว่า เอามาแล้วก็ให้เจ้าที่เขากินก่อนเด้ออ.
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นหลังจากเจ้าที่ได้อิ่มหนำสำราญกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ถึงคิวลูกช้างบ้าง หัวหมูแกล้มเหล้าขาวสองขวดใหญ่ ผลไม้อีกห้าอย่าง ไม่รู้ผลเป็นไงเพราะผมต้องรีบขึ้นมาแม่สอดให้ทันทำงานแปดโมงครึ่งครับ







เมื่อล้างพระเสร็จแล้ว เอาเฉพาะองค์ที่สมบูรณ์และน่าสนใจมาให้ชมกัน แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่าองค์ไหนได้เมื่อไหร่ เอาแบบรวม ๆ ไปชมกันเลยดีกว่า
องค์นี้น่าสนใจมากที่สุด ถึงขนาดต้องปลดองค์ที่ผมแขวนประจำออกแล้วเปลี่ยนเอาองค์นี้ขึ้นแทนกันเลยทีเดียว เพราะว่าเนื้อพระองค์นี้เก่าแก่ดูง่ายมาก ๆ ผิวออกสีชมพูซีด ๆ ราดำมีทั่วไป หูตาชัดเจน พิมพ์ทรงและใบหน้าได้มาตรฐานสากลนิยม ที่สำคัญมีสภาพสมบูรณ์แทบไม่มีตำหนิให้เห็นเลย

องค์นี้เป็นพระที่ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกับองค์ที่ได้จากกรุคลองไพรเมื่อวันที่ ๑๕ พฤสจิกายน ๒๕๕๖ แต่มีเนื้อสีดำต่างจากคลองไพรที่เป็นเนื้อสีแดง





องค์นี้ถึงแม่จะบิ่นด้านบน แต่คราบกรุและเนื้อก็น่าสนใจมาก เนื้อออกดำแต่ไม่ทึบคือดำใส ๆ

องค์นี้หน้าตาคล้าย ๆ กับพระซุ้มกอทรงเครื่องที่ได้มาเมื่อหลายวันก่อน แต่องค์นี้ไม่มีกำไลแขนขา























สององค์สุดท้ายนี่ก็น่าสนใจ ราขาวแบบนี้ครับ เก่าแน่ ๆ




วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เสาร์ - อาทิตย์นี้มหาลัยให้หยุดเรียนสองวันครับ ผมก็เลยได้ไปกรุเหมือนเดิม(อีกแล้ว) เก้าโมงเช้าผมกับน้อง ๆ อีกสองคนก็เริ่มลงมือหาพระกันแล้ว สาย ๆ น. มาร่วมอีกคน วันนี้ผมนึกอย่างไรไม่ทราบจึงเปลี่ยนที่นั่งบี้ดินหาพระจากด้านบนลงไปนั่งหาด้านล่างใกล้ ๆ กับที่ขุดดิน ใกล้พอจะมองเห็นความคืบหน้าของการขุดดินได้ตลอดเวลา ราว ๆ ห้าโมงเช้าบังเอิญผมได้กลิ่นคล้าย ๆ กลิ่นพระบูชาโชยมาเตะจมูกอย่างแรง ผมก็เลยพูดทีเล่นทีจริงว่า ได้กลิ่นพระบูชาแล้วเดี๋ยวต้องเจอ ก่อนกินข้าวเที่ยงเราได้พระรวม ๑๔ องค์  
บ่ายโมงเราหยุดพักกินอาหารกลางวันกัน วันนี้เป็นข้าวผัดสิ้นคิดมีไข่ดาวด้วยเพื่อเพิ่มพลัง ผมไม่ลืมที่จะตักแบ่งวางให้เจ้าที่นิดหนึ่งด้วย โดยปกติผมเป็นคนกินข้าวเร็วเพราะติดนิสัยตอนฝึกวิชาทหาร ครูฝึกเขาบังคับให้กินให้เสร็จภายในสองนาที ฝึกอยู่นานจนติดเป็นนิสัยไปเลย วันนี้ก็เช่นกันผมใช้เวลากินข้าวไม่เกินห้านาทีก็เรียบร้อย เด็ก ๆ บางคนเพิ่งจะตักข้าวคำแรกด้วยซ้ำ ระหว่างที่รอเด็ก ๆ กินข้าวยังไม่เสร็จ ผมไม่รู้จะทำอะไรก็เลยลงไปนั่งเล่นในกรุ สายตาก็สอดส่องไปรอบ ๆ บริเวณที่ขุดไปด้วยเผื่อเจอพระที่ติดอยู่ตามผิวดิน เพราะผมเจออยู่บ่อย ๆ พลันสายตาอันซุกซนของผมก็ไปพบกับสิ่งผิกปกติบางอย่างเข้า มันคือก้อนดินขนาดกำปั้นก้อนหนึ่งที่ถูกกดอัดปิดโพรงอะไรไว้อย่างมิดชิดแถมโรยทับด้วยดินละเอียดจนแทบจะดูไม่ออกว่าดินตรงนี้ถูกขุดออกมาแล้ว ผมรีบจัดการงัดดินก้อนนั้นออกอย่างรวดเร็วจึงเห็นจุดสีเขียวเล็ก ๆ ของอะไรบางอย่างในโพรงนั้น ชัดพอที่จะเห็นว่าถูกชะแลงกระแทกเฉียดผ่านเนื้อถลอกไปเล็กน้อยจนเห็นเนื้อสีทองด้านใน พระบูชาแน่ ๆ ขนาดเท่าไหร่ไม่ทันดู สมองผมสั่งการให้รีบเอาดินก้อนนั้นอุดไว้อย่างเดิม แต่ไม่ทันโรยดินละเอียดทับ เด็ก ๆ ที่กินข้าวเสร็จก่อนก็ลงมานั่งคุยเสียก่อน ผมนึกในใจ เกือบโดนอมพระอีกแล้วตู พระบูชาซะด้วย น่าจะองค์ใหญ่อีกตะหาก ต้องแก้เผ็ดเอาคืนสักหน่อย ด้วยการงดจ่ายเงินโบนัสกรณีได้ไหหรือพระบูชา 
ช่วงบ่ายสังเกตุเห็นได้ชัดว่าคนขุดพยายามหลีกเลี่ยงไม่ขุดจุดที่พระบูชาวางอยู่จนกระทั่งแทบจะไม่มีที่ขุดแล้ว ประมาณบ่ายสองเศษ ๆ เราได้พระเพิ่มมาอีก ๕ องค์ ผมเริ่มออกอุบายด้วยการบ่นว่าวันนี้อากาศร้อนมากทำให้ร่างกายอ่อนเพลียมากเป็นพิเศษ ประกอบกับกำลังใจแต่ละคนเริ่มย่ำแย่จากเหตุที่เพื่อนนักขุดพระทีมเดียวกันมาตายไปอีกคนติด ๆ กับมิตรที่ตายไปก่อนหน้าแค่สองสามวัน ในขณะที่อีกคนกำลังสติแตกเห็นอะไรต่อมิอะไรให้มั่วไปหมดจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปอีกคน เราจะกลับกันเร็วกว่าปกตินะเอาแค่บ่ายสองครึ่งก็แล้วกัน ผมให้ปิดสนามเร็วเพราะไม่อยากให้เด็กคนที่ยังไม่รู้ตำแหน่งที่พระอยู่ จะขุดไปถูกพระเสียหายได้ ประกอบกับความใจร้อนของผมที่อยากรู้เร็ว ๆ ว่าตกลงเป็นพระอะไรกันแน่
เกือบบ่ายสามหลังจากที่ผมจ่ายค่าแรงให้ครบกันทุกคนแล้วเด็ก ๆ ก็ทยอยกันกลับบ้าน ผมอ้างว่าภรรยาส่ง SMS ว่าจะมาหาที่กรุ ผมเลยต้องรออยู่ที่นี่ก่อน หลังจากที่เด็ก ๆ กลับกันไปหมดแล้วผมก็โทรบอกภรรยาว่าเจอพระบูชาให้มาช่วยถ่ายวีดีโอหน่อย ครู่เดียวภรรยาผมก็มาถึง ผมรีบลงไปจัดการโกยดินที่อุดออกทันที หลังจากนี้ขอบรรยายด้วยวีดีโอด้านล่างนี้ครับ


ในระหว่างที่ขุดเอาพระขึ้นมานั้น หากใครช่างสังเกตในช่วงแรก ๆ จะเห็นผมดึงรากไม้ขนาดนิ้วก้อยรากหนึ่งออก นั่นก็คือรากอันเดียวกับที่ชอนไชเข้าไประหว่างซอกแขนของพระนั่นเอง อีกตอนหนึ่งที่ทำให้ผมสงสัยจนนอนไม่หลับอยู่หลายวันก็ตรงที่กำลังโกยดินออกจากรอบ ๆ องค์พระ มันดันมีใบไม้แห้งใหม่ ๆ สามสี่ใบปนกับดินมาด้วยได้ยังไงกันนี่(อ่านเฉลยได้ในบันทึกวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗) 
พระองค์นี้ถูกจัดวางไว้ในลักษณะจงใจคือ วางคว่ำหน้าลงระหว่างศิลาแลงสองก้อนโดยปูพื้นและกลบด้วยดินป่นละเอียด ผมคิดว่าที่วางคว่ำหน้าก็เพื่อป้องกันน้ำขังในองค์พระอาจทำให้เสียหายได้ ส่วนการเอาดินป่นละเอียดเป็นฝุ่นรองพื้นและกลบองค์พระไว้นั้นก็เพื่อป้องกันไม่ไห้มีการขุดถูกพระเสียหาย เพราะหากนักขุดพระพบดินเป็นฝุ่นละเอียดก็มักไม่ใช้ชะแลงขุดแต่จะใช้มือโกยออกแทน และนักขุดพระส่วนใหญ่ก็จะทราบว่าดินแบบนี้เป็นสัญญลักษณ์ของอะไรสักอย่างก็จะระมัดระวังเป็นพิเศษอยู่แล้ว
เมื่อนำพระขึ้นมาแล้วปรากฏว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยขนาดหน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว ผิวสีเขียวปกคลุมผิวสีน้ำตาลด้านล่างอีกชั้นก่อนที่จะพบกับเนื้อทองดอกบวบหรือทองเนื้อหกที่เหลืองอร่าม ก่อนกลับบ้านผมตกแต่งร่องรอยที่เอาพระขึ้นมาแล้วนั้นให้เหมือนเดิม เพราะคิดว่าเดี๋ยวต้องมีใครกลับมาเอาพระตรงนี้แน่ ๆ เมื่อมาแล้วไม่เจอพระคงงงงวยกันไปบ้างละ อาจคิดว่าผีหลอกหรือพระเคลื่อนที่หนีไปได้เอง อะไรไปโน่นเลย   
เย็นผมไปตระเวนหาหมูหันเป็นตัว ๆ ที่เคยวางขายแถวสี่แยกไปพิจิตร แต่ร้านปิดไปแล้ว โทรสั่งก็จะได้
ประมาณวันอังคาร ผมไม่ว่าง เลยต้องเลื่อนไปเป็นวันศุกร์ที่จะต้องเอาหมูหนึ่งตัวไปถวายให้เจ้าที่.
พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยหน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว
 พระซุ้มกอดำพิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก องค์แรกและองค์เดียวที่ได้จากกรุพระคอหัก

วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

วันนี้ผมเข้าไปที่กรุแต่ไม่ได้ไปขุดพระ กะว่าจะไปบอกเจ้าที่ว่าจะเอาหมูมาถวายในวันศุกร์ และที่สำคัญจะไปดูว่าร่องรอยที่ผมตกแต่งไว้เมื่อวานนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าเป็นจริงตามที่ผมคิดไว้ คือมีรอยถูกขุดค้นควานหาจนตรงนั้นเนียนเลยทีเดียว และที่เกินความคาดหมายก็คือตรงตำแหน่งที่พระเคยอยู่ มีดินถูกขุดเดินหน้าไปอีกเล็กน้อยจนทะลุชนกับโพรง ๆ หนึ่งของหลุมด้านตรงข้ามที่ขุดกันสองสามอาทิตย์ก่อน มันทำให้พบคำตอบว่าทำไมถึงมีใบไม้แห้งใหม่ ๆ ผสมมากับดินตอนเอาพระบูชาขึ้น ก็เพราะโพรงด้านตรงข้ามนี่เองที่มันอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าตำแหน่งของพระบูชานิดเดียว พอผมขุดดินตรงพระบูชาออกชั้นดินร่วนบาง ๆ ที่คั่นระหว่างสองโพรงมันก็พังลงมาเลยทะลุถึงกันแต่ไม่สามารถมองเห็นโพรงด้านตรงข้ามได้เพราะอยู่สูงกว่า(คล้ายรูที่หักเป็นมุมฉากขึ้นด้านบน) เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อนใบไม้ที่หล่นลงมาแล้วตกลงไปกองสะสมอยู่ในโพรงด้านตรงข้ามก็เลยร่วงลงมาด้วยนั่นเอง
และมันยังทำให้ผมเฉลียวใจนึกถึงโพรงด้านตรงข้ามนี้ขึ้นมาได้ว่าโพรงนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมก็เห็นโพรงนี้แล้วแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร สองสามอาทิตย์ก่อนที่เราหาพระกันในหลุมด้านตรงข้าม(ขณะนั้นยังไม่ได้มาเปิดหลุมด้านนี้) ต้องมีคนขุดเจอพระบูชาแล้วปิดบังไม่บอกผมเป็นแน่แท้ทีเดียวเจียว คงเอาดินอุดเอาไว้ในลักษณะเดียวกันนี้เมื่อผมกลับบ้านไปแล้ว เขาจึงมาเจาะเอาพระไปทิ้งแต่โพรงเอาไว้ให้ผมดูต่างหน้า มันน่าเขกหัวตัวเองนักที่ปล่อยให้พลาดไปได้.
   ตรงกลางภาพนี้จะเห็นโพรงที่ผมเดาว่าน่าจะถูกเจาะเอาพระบูชาไปเมื่อสองสามอาทิตย์ก่อน
                    
เพราะไอ้โพรงนี้แท้ ๆ มันทำให้ผมต้องนอนคิดอยู่หลายวันว่ามันใช่โพลงที่เอาพระออกไปหรือเปล่า สุดท้ายก็ต้องวางแผนอีก(เอ๊ะ !! ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวผมเองก็เจ้าเล่ห์มิใช่น้อยนะเนี่ย) ว่าแล้วก็โทรหาเด็ก ๆ ในทีมขุดพระ บอกว่า ช่วงนี้ผมติดเรียนทุกเสาร์อาทิตย์คงไม่ได้มาขุดอีกนาน หากใครไปขุดกันต่อแล้วได้พระบูชาผมจะขอเช่าและจะจ่ายให้ในราคาที่สูงทีเดียว.  ได้ผลครับสามวันหลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็โทรมาหาผม บอกว่าไปขุดพระกันที่เดิมได้พระบูชาสามนิ้วมาองค์หนึ่งให้ผมไปเอาจะเก็บไว้ให้ อาทิตย์ถัดมาผมจึงได้ไปเอาพระตามที่ได้นัดกันไว้ ก่อนไปเอาพระผมแวะเข้าไปดูที่กรุก็ปรากฏว่ามีร่องรอยการขุดเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธีเท่านั้น
พระที่หลุดลอยไปบัดนี้ได้กลับมาแล้วครับ เป็นพระกำแพงสามขาหน้าตักกว้าง ๓ นิ้ว ผิวชุบสีเขียวปิดบังเนื้อทองดอกบวบหรือที่เรียกว่าทองเนื้อหกข้างในเอาไว้มิดชิด เมื่อเอามาวางเทียบกับองค์ที่ได้มาก่อนหน้านี้ก็พบว่าเหมือนกันทุกประการ      

(ภาพประกอบอยู่ระหว่างดำเนินการ)

พระกำแพงสามขาพิมพ์นี้ในตลาดพระมีปลอมด้วยนะครับ ต้องระวัง เพราะผมค้นหาดูในเว็บไซต์แล้วพบองค์ที่เหมือนกันเลยลองเช่ามาดู หลังจากพิจารณาโดยละเอียดแล้วพบว่าเนื้อพระที่เช่ามานั้นทำด้วยทองเหลือง คราบเขียวไม่ได้เกิดตามธรรมชาติแต่ถูกเคลือบด้วยสีเขียวเป็นแผ่นบาง ๆ ประปรายไม่ทั่วทั้งองค์ เศียรใหญ่กว่าและก้มหน้ามากเกินไป ใบหูก็หนากว่ามาก ขาตั้งก็ทำไม่เรียบร้อยใช้ตะไบแต่งไว้หยาบ ๆ ไม่เสมอกันวางแล้วเอียง


วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๗

เสาร์อาทิตย์นี้ว่างครับไม่มีเรียน กลับไปดูแลบ้านที่กำแพงเสียหน่อย บ่ายวันอาทิตย์หลังจากจัดการมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้วก็เหงา ๆ ไม่รู้จะไปไหน บังเอิญขับรถผ่านวัดเก่าฝั่งเมืองกำแพงเพชร นึกขึ้นมาได้ว่าวัดเก่าที่คนไม่ค่อยรู้จักยังมีอีกมาก เลยไปถ่ายภาพเก็บมาให้ชมกันครับ     

วัดไร่ถั่ว
จากสี่แยกไฟแดงแถวบิ๊กซีกำแพงเพชรตรงขึ้นเหนือตลอดเลยสี่แยกไฟแดงถนนวังคางเพียงนิดหน่อยก็จะเห็นวัดนี้อยู่ทางขวามือครับ วัดนี้แทบไม่มีอะไรเหลือให้เห็นแล้ว มีเพียงเนินดินต่ำ ๆ ให้เห็นนิดหน่อย ก้อนอิฐหรือศิลาแลงตามพื้นก็แทบไม่เหลือแล้ว


วัดกะโลทัย
เลยวัดไร่ถั่วขึ้นมาทางเหนืออีกไม่กี่สิบเมตรก็จะเห็นวัดกะโลทัยอยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้มีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ยังอยู่เกือบสมบูรณ์ ชำรุดเพียงปลายยอดที่หักไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนวิหารนั้นเหลือให้เห็นเพียงเนินดินสูงระดับศรีษะเท่านั้น


วัดตาเถรขี่เกวียน
เลยวัดกะโลทัยขึ้นเหนือมาชนกับถนนชากังราว เลี้ยวขวานิดหน่อยแล้วข้ามถนนเข้าซอยเล็ก ๆ ไปไม่กี่สิบเมตรก็จะเห็นวัดนี้อยู่ทางขวามือ สภาพเป็นเนินกองอิฐปรักหักพังเกือบหมดแล้ว


วัดไม่มีชื่อ
ตรงข้ามกับวัดตาเถรขี่เกวียน มีวัดอีกวัดหนึ่งไม่ปรากฏชื่อ ถามคนแถวนั้นก็ไม่มีใครรู้จัก ผมขออนุญาตตั้งตามสภาพว่า วัดยายชีปลูกผัก เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งอาศัยปลูกผักอยู่รอบ ๆ วัดนี้ครับ



วัดป่าไผ่
หมดครับ หมดกัน เล่นทำไร่มันผ่ากลางเจดีย์กันเลยทีเดียว เลยวัดตาเถรขี่เกวียนขึ้นมาอีกนิดเดียวทางขวามือจะเห็นวัดป่าไผ่ ชาวบ้านเอาไผ่ตงกับมันสำปะหลังไปปลูกไว้บนวิหารเต็มไปหมด เลยเรียกวัดป่าไผ่ 



วัดตะแบกลาย
จากวัดป่าไผ่ใช้ทางลัดวกกลับมาถนนชากังราวอีกครั้ง มุ่งหน้าไปทางบ้านลำมะโกรกเลี้ยวซ้ายที่คลองก่อนถึงโรงเรียนอนุบาล เข้าไปไม่เท่าไหร่จะเห็นวัดตะแบกลายอยู่ริมคลองทางขวามือ




วัดลายคราม
เลยวัดตะแบกลายไปตามคลองประมาณกิโลเมตรเดียวก็จะถึงวัดลายครามอยู่ทางขวามือ วัดนี้รูปทรงค่อนข้างแปลกตา




วัดเชิงหวาย
เลยวัดลายครามมาทางเหนือถึงคลองท่อทองแดงเลี้ยวซ้ายก็จะพบกับวัดเชิงหวาย เจดีย์ของวัดนี้ถูกนักขุดพระรุ่นเก๋ารื้ออิฐออกจนเป็นร่องอย่างที่เห็น มีตำนานเล่าขานกันต่อ ๆ มาว่ามีนักขุดพระทีมหนึ่งช่วยกันขุดหาพระจนพบกับห้อง ๆ หนึ่ง เข้าใจว่าเป็นกรุพระหรืออาจจะเป็นกรุสมบัติ แต่ไม่สามารถทุบผนังเข้าไปได้ สุดท้ายใช้วิธีขว้างระเบิดเข้าไป แต่กลับไม่ระเบิด ครั้นจะเข้าไปเอาระเบิดออกมาแล้วขุดต่อก็กลัวจะระเบิดตูมตามขึ้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปขุดอีกเลย  


วัดดงหวาย
เลยวัดเชิงหวายมาอีกนิดก็ชนกับถนนไปพรานกระต่าย เลี้ยวซ้ายมานิดหน่อยก็ถึงวัดดงหวาย อยู่ริมถนนสายกำแพงเพชร พรานกระต่าย สมัยก่อนหวายน่าจะมาก ปัจจุบันไม่มีหวายให้เห็นแล้ว ที่วัดนี้น่าสนใจตรงพระประธาน แปลกกว่าที่อื่นเพราะฐานมีลักษณะบัวคว่ำบัวหงาย คล้าย ๆ พระเชียงแสน







วัดอีเก้ง
อยู่ในบริเวณวัดพระแก้วตรงข้ามวัดต้นสำโรง


วัดต้นสำโรง
ออกจากวัดดงหวายมาทางกำแพงเพชรเลี้ยวซ้ายที่ศาลหลักเมืองผ่านหน้าโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ก็จะเห็นวัดต้นสำโรงอยู่หน้าโรงเรียน ไม่แปลกหรอกครับที่ชื่อนี้ ก็มีต้นสำโรงเด่นเป็นสง่าอยู่กลางวัดซะขนาดนั้น 


 


เลยวัดต้นสำโรงมานิดแวะเข้าพิพิธภัณฑ์กำแพงเพชร




 วัดเสมางาม ตั้งอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์




วัดอะไรแล้วจำไม่ได้
ออกจากพิพิธภัณฑ์เลี้ยวซ้ายข้างศาลจังหวัดหลังเก่า ก็จะพบอีกวัดหนึ่ง


ศาลพระอิศวร
อยู่หลังศาลจังหวัดเก่า


กลับมาเข้าถนนสายกำแพงเพชร พรานกระต่าย จะพบวัดพระธาตุอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดพระแก้ว




วัดพระแก้ว
วัดในกลุ่มวัดพระแก้วนี้จะไม่ลงในรายละเอียด เพราะหาชมได้ง่ายมาก และมีภาพที่สวยงามกว่าของผม


วัดดงมูลเหล็ก
เป็นวัดที่ตั้งอยู่เป็นกลุ่มภายในกำแพงเมือง ตรงข้ามกับศาลหลักเมือง


วัดมะขามเฒ่า




วัดป่าพริก




วัดโพธิ์ใหญ่





วัดกลางนคร



วัดป่ากล้วย



อันนี้หลุมอะไรมิรู้ อยู่ข้างวัดโพธิ์ใหญ่ ผมขัถรถเฉียดเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว ล้อเกือบตกลงไปในหลุม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทพิเศษ

ก็ต้องขอขอบคุณสำหรับท่านที่กรุณาเตือนผมว่า "ระวัง ! คุณกำลังถูกหลอก" ผมยอมรับครับว่าพระหลอก พระหว่านมีจริง แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า เมืองกำแพงเพชรเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยกรุพระเครื่องมากมายหลายสิบวัดจริง ๆ ในความหลอกลวงก็แฝงด้วยความจริงบางส่วนนะครับ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะแยกแยะมันอย่างไรเท่านั้น แรก ๆ มันก็อาจจะเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่นานไปเราก็หลีกเลี่ยงมันได้ แล้วผมก็ทราบตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มต้นขุดพระแล้วล่ะครับว่า คนที่ผมจ้างขุดนั้นแอบเอาพระไม่ถึงยุคผสมเข้าไปในดินที่ขุดส่งมาให้ผมหาพระ แต่ผมก็ยังดื้อขุดต่อไปอีก เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่า "อยากรู้" นะสิครับ ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง จะมีสักกี่คนล่ะครับที่เคยเห็นการขุดพระกรุกับตาตัวเอง ได้สัมผัสพระขึ้นใหม่กับมือตัวเอง ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพระหลังจากที่ขึ้นมาจากกรุแล้ว มีพระบางองค์ที่ผมได้มา ในทุกครั้งที่สัมผัสขนจะลุกซู่ซ่าไปทั้งตัวทีเดียว. ก็อย่างที่เกริ่นนำไว้ที่ส่วนหัวของบล็อกนั่นแหละครับ จุดมุ่งหมายของบล็อกนี้ก็คือจดบันทึกประสบการณ์ไว้เตือนความทรงจำ ส่วนใครที่ค้นหาแล้วมาพบบล็อกนี้เข้าหรือเด็กรุ่นหลังที่สนใจ ก็สามารถเลือกเก็บเกี่ยวเอาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยไปใช้ประโยชน์ได้ ถึงแม้ว่าเนื้อหาอาจจะไม่ค่อยเป็นหมวดหมู่นักก็ตาม เพราะผมไม่ใช่นักประพันธ์ครับ.

เดิมผมจะใส่ E-mail Address ไว้ให้ตรงนี้สำหรับผู้ที่สนใจจะได้มีช่องทางติดต่อเข้ามา แต่ปรากฏว่าเกิดปัญหาตรงที่บางท่านใช้ส่งภาพพระมาให้ผมดูให้ว่าแท้หรือเปล่า ผมก็ไม่กล้ารับรองเพราะดูแค่ภาพจะตัดสินเลยก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก และผมก็รู้แค่พระบางกรุเท่านั้นไม่ได้รู้ทั้งหมด อีกประการหนึ่งก็คือมีผู้ที่สนใจขอเช่าพระที่ขุดได้ติดต่อเข้ามา ก็เกิดปัญหาว่าผมไม่ค่อยมีเวลาที่จะส่งภาพให้เลือกชมเลือกเช่ากันมากนักเพราะภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต้องใช้สมาธิในการวินิจฉัย ตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญมากขึ้น และอีกประการหนึ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ผมได้ตัดสินใจแล้วว่าพระที่ได้มาทั้งหมดจะเก็บสะสมเอาไว้ให้เด็กรุ่นต่อไปได้ศึกษากันในลักษณะของ "พิพิธภัณฑ์ประจำบ้าน" ตอนผมเกษียณหรือลาออกจากราชการไปแล้ว จึงขออณุญาตลบ E-mail Address ออกครับ.